ฉลากไวน์ที่ไม่ได้มีไว้ให้มองอย่างเดียวของ M. Chapoutier

ฉลากไวน์ที่ไม่ได้ไว้มองเพียงอย่างเดียวของ M. Chapoutier

ระหว่างที่กำลังทำความสะอาดและจัดระเบียบห้องเก็บไวน์ ปลายนิ้วของทีมงานได้สัมผัสกับจุดนูนเล็ก ๆ บนฉลาก M. Chapoutier L’Ermite 2006 ที่วางอยู่ตรงหน้า ประกอบกับในยุคที่เรื่องของ Accessibility ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวาง การออกแบบที่ช่วยให้ผู้คนรับรู้ข้อมูลผ่านสัมผัสโดยไม่ต้องพึ่งสายตาเพียงอย่างเดียว จึงกลายเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้พวกเราอยากย้อนไปค้นหาเรื่องราวเบื้องหลัง แล้วนำมาเล่าสู่กันฟัง

เมื่อฉลากเปลี่ยนจากสิ่งที่มอง เป็นสิ่งที่สัมผัส

การนำอักษรเบรลล์มาใช้บนฉลากไม่ได้เป็นเพียงการแปลงข้อความทั้งหมดให้กลายเป็นจุดนูนแล้วจัดวางลงไป เพราะบนพื้นที่สี่เหลี่ยมที่มีอยู่อย่างจำกัด ผู้ออกแบบจึงจำเป็นต้องตั้งคำถามว่า หากผู้คนรับรู้ข้อมูลผ่านการสัมผัส ข้อความใดบ้างที่จำเป็นที่สุดในการระบุตัวตนของไวน์

โดยทาง Maison M. Chapoutier ได้เลือกถ่ายทอดข้อมูลหลักอย่าง ชื่อไวน์ เขตการผลิต ปีวินเทจ และสีของไวน์ ผ่านอักษรเบรลล์สำหรับภาษาฝรั่งเศส ขณะที่ขนาดของตัวอักษรและความหนาของจุดนูนต้องเป็นไปตามมาตรฐาน เพื่อให้ปลายนิ้วสามารถจำแนกและอ่านตัวอักษรได้จริง

อักษรเบรลล์บนฉลากไวน์

ฉลากไวน์ชิ้นนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงงานกราฟิกบนบรรจุภัณฑ์ แต่ยังสามารถมองได้ในฐานะ การออกแบบข้อมูล (Information Design) ที่สะท้อนหลักคิดบางส่วนของ Universal Design หรือการออกแบบเพื่อให้ผู้คนหลากหลายกลุ่มสามารถใช้งานร่วมกันได้

และบนฉลากแผ่นเดียวกัน คนทั่วไปสามารถอ่านตัวอักษรพิมพ์ผ่านสายตา ขณะที่ผู้ใช้ที่อ่านอักษรเบรลล์ก็สามารถรับรู้ข้อมูลสำคัญของไวน์ผ่านการสัมผัสได้ด้วยตัวเอง โดยไม่จำเป็นต้องมีฉลากอีกเวอร์ชันแยกออกมาต่างหาก

เบื้องหลังจุดนูนคือชื่อของ Maurice de la Sizeranne

จากข้อมูลที่เราได้ค้นหามา พบว่าจุดนูนบนฉลากเหล่านี้สามารถเชื่อมโยงไปถึงเรื่องราวในช่วงศตวรรษที่ 19 ผ่านชื่อของ Maurice Monier de la Sizeranne ชายชาวฝรั่งเศสผู้สูญเสียการมองเห็นจากอุบัติเหตุในวัยเพียง 9 ขวบได้ แม้ว่าเขาจะต้องเผชิญความท้าทาย แต่เขาก็ได้เติบโตขึ้นเป็นผู้ผลักดันการเข้าถึงข้อมูลของผู้พิการทางสายตาคนสำคัญของฝรั่งเศส โดยผลงานสำคัญของเขาคือการพัฒนาระบบอักษรเบรลล์ภาษาฝรั่งเศสแบบย่อ ซึ่งได้รับการตีพิมพ์ในปี 1882 ก่อนจะร่วมก่อตั้ง Association Valentin Haüy ในปี 1889 เพื่อสนับสนุนการศึกษา การทำงาน และการเข้าถึงข้อมูลของผู้พิการทางสายตา

ครอบครัว Monier de la Sizeranne เคยถือครองแปลงปลูกองุ่นบนเนิน Hermitage ซึ่งต่อมาถูกซื้อโดยครอบครัว Chapoutier ในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20

ส่วนเรื่องความผูกพันกับโลกของไวน์นั้นเริ่มต้นจากครอบครัว Monier de la Sizeranne เคยถือครองแปลงปลูกองุ่นบนเนิน Hermitage ซึ่งต่อมาถูกซื้อโดยครอบครัว Chapoutier ในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 ด้วยเหตุผลนี้ทาง Maison จึงนำชื่อของเขามาตั้งเป็นชื่อไวน์ Monier de la Sizeranne เพื่อเป็นการให้เกียรติแก่บุคคลผู้มีบทบาทสำคัญต่อโลกของอักษรเบรลล์

เรื่องราวนี้ได้กลายเป็นแรงบันดาลใจให้ M. Chapoutier นำอักษรเบรลล์มาใช้บนฉลากไวน์ทุกขวดตั้งแต่วินเทจปี 1996 เป็นต้นมา และ Association Valentin Haüy ซึ่ง Maurice เป็นผู้ร่วมก่อตั้ง ก็ยังคงมีส่วนร่วมโดยทำหน้าที่ช่วยตรวจทานความถูกต้องของอักษรเบรลล์บนฉลากไวน์ด้วย

จุดนูนเล็ก ๆ บนฉลากจึงไม่ได้เป็นเพียงรายละเอียดของการออกแบบ แต่คือหมุดหมายที่เชื่อมโยงทั้งประวัติศาสตร์ของครอบครัว ผืนดินแห่ง Hermitage และแนวคิดเรื่องการเข้าถึงข้อมูลที่สืบทอดมาอย่างยาวนาน

แล้วทำไมเลือก L’Ermite 2006 มาเล่า

M. Chapoutier Ermitage l'Ermite 2006

เหตุผลที่พวกเราเลือกขวดนี้มาเล่านั้นเรียบง่ายมาก เพราะไวน์ขวดนี้ตั้งอยู่ตรงหน้าทีมงานขณะกำลังทำความสะอาดห้องเก็บไวน์ และจุดนูนเล็ก ๆ บนกระดาษนี่เองที่สะกิดใจให้เกิดคำถามว่า ข้อความเหล่านั้นกำลังสื่อสารอะไร

หากพูดถึงตัวไวน์ L’Ermite 2006 ไวน์ขวดนี้มาจากเขตผลิตไวน์ Hermitage (AOC Hermitage) ในแคว้นโรนตอนเหนือ โดยผลิตจากองุ่น Syrah 100% จากเถาเก่าแก่อายุร่วม 80 ปี บริเวณยอดเนินรอบโบสถ์เก่าในพื้นที่ที่เรียกว่า L’Ermite บนดินแกรนิตที่มีความอุดมสมบูรณ์ต่ำมาก พร้อมผ่านการบ่มในถังไม้นาน 18–20 เดือน ช่วยมอบไวน์สีโกเมนเข้มอมดำ โดดเด่นด้วยกลิ่นอายผลไม้สีดำ เครื่องเทศ และควันไฟ พร้อมแทนนินที่ทรงพลังทว่านุ่มละมุนอย่างลงตัว

มีอีกอย่างหนึ่งที่เราเองก็อยากรู้เหมือนกัน คือจุดนูนบน L’Ermite 2006 ขวดนี้เขียนว่าอะไรบ้างกันแน่

ภาพโคลสอัพฉลากไวน์ M. Chapoutier Ermitage l'Ermite 2006 ที่จะเห็นจุดนูนบนฉลาก

โดยทั่วไป อักษรเบรลล์บนฉลาก M. Chapoutier จะบอกข้อมูลหลักอย่างชื่อไวน์ เขตการผลิต ปีวินเทจ และประเภทของไวน์ แต่สำหรับ L’Ermite 2006 ขวดที่อยู่ตรงหน้าพวกเรานี้ ในเมื่อยังไม่มีแหล่งข้อมูลทางการที่ถอดความออกมาแบบคำต่อคำ ประกอบกับทีมงานเองก็ไม่อาจแปลอักษรเบรลล์ภาษาฝรั่งเศสได้อย่างเชี่ยวชาญ พวกเราจึงคิดว่า แทนที่จะลองถอดความเอาเองจนอาจเสี่ยงให้ข้อมูลคลาดเคลื่อน พวกเราขอเลือกปล่อยให้จุดนูนเหล่านั้นทำหน้าที่ของตัวเองไป โดยไม่ฝืนแปลความหมายลงในบทความนี้ (ซึ่งต้องขออภัยคุณผู้อ่านไว้ ณ ที่นี้ หากในอนาคตทีมงานได้รับข้อมูลถอดความที่ถูกต้องและชัดเจน พวกเราจะรีบนำมาอัปเดตเพิ่มในบทความนี้ทันที)

ท้ายที่สุดแล้ว จุดนูนเล็ก ๆ บนฉลาก M. Chapoutier L’Ermite 2006 ได้พาพวกเราเดินทางไปไกลกว่าที่คิด จากไวน์ Syrah บนเนินเขา Hermitage ย้อนกลับไปถึงเรื่องราวของ Maurice de la Sizeranne และกลับมาสู่คำถามง่าย ๆ เรื่องการออกแบบว่า ข้อมูลบนฉลากหนึ่งใบสามารถถูกส่งต่อให้ผู้คนรับรู้ได้กี่วิธี สิ่งที่สายตาอาจมองผ่านในครั้งแรก จึงกลายเป็นรายละเอียดที่เชื่อมโยงทั้งไวน์ สถานที่ ประวัติศาสตร์ และผู้คนเข้าไว้ด้วยกัน

บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อการศึกษา การวิเคราะห์เชิงสุนทรียศาสตร์และวัฒนธรรมไวน์ รวมถึงการบันทึกข้อมูลเชิงบรรณาธิการเท่านั้น โดยไม่มีวัตถุประสงค์เพื่อการจัดจำหน่าย โฆษณา หรือเชิญชวนให้บริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

อ่านอะไรต่อดี