Monthly Journal: ตุลาคม 2026 – เมื่อ Beethoven ทำให้ผมนึกถึงไวน์เบอร์กันดี

วันก่อนระหว่างที่ผมนั่งเช็กไวน์เบอร์กันดีอยู่ที่บ้าน ผมได้เปิดดนตรีคลาสสิกคลอไปด้วยเพื่อไม่ให้บรรยากาศเงียบจนเกินไป แล้วก็รู้สึกว่าไวน์เบอร์กันดีกับดนตรีคลาสสิกนี่ดูจะไปด้วยกันได้ดีเหมือนกันนะ อาจเป็นเพราะทั้งสองอย่างมีรายละเอียดเยอะ มีเรื่องของเวลาเข้ามาเกี่ยวข้อง และยิ่งค่อย ๆ ใช้เวลากับมัน ก็ยิ่งเหมือนมีอะไรให้ค้นพบเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ

บันทึกประจำเดือนตุลาคม 2026 กับเรื่องราวของไวน์เบอร์กันดีกับบทเพลงของบีโธเฟน

ส่วนถ้าถามว่าจะเริ่มจากนักประพันธ์คนไหนดี แน่นอนว่าชื่อของ Ludwig van Beethoven หรือบีโธเฟนเป็นหนึ่งในชื่อแรก ๆ ที่คนทั่วไปอย่างผมจะนึกถึง

และต้องขอออกตัวก่อนเลยนะครับว่าตัวผมเองก็ไม่ได้มีความรู้เรื่องดนตรีคลาสสิกมากขนาดนั้น การเขียนบทความนี้เลยต้องกลับไปนั่งอ่านเรื่อง Beethoven กับผลงานแต่ละชิ้นเพิ่มอยู่พอสมควร และผมก็หวังว่าสิ่งที่ผมเข้าใจและกำลังจะเล่าต่อจากนี้จะไม่ทำให้คนที่เรียนดนตรีมาโดยตรงอยากปิดบทความหนีเสียก่อน ฮ่า ๆ

Beethoven กับไวน์… ไม่ได้อยู่ไกลกันนัก

ระหว่างที่นั่งอ่านเรื่องราวของบีโธเฟนไปเรื่อย ๆ ผมก็พบเกร็ดสนุก ๆ ว่าโลกของเขากับไวน์ไม่ได้อยู่ห่างไกลกันเลยครับ เนื่องจากคุณปู่ของเขา (Ludwig van Beethoven the Elder) เคยทำธุรกิจค้าไวน์ควบคู่ไปกับงานดนตรี แถมยังเป็นบุคคลที่บีโธเฟนรักและผูกพันมาก จนถึงขั้นนำภาพเหมือนของคุณปู่ไปแขวนไว้ในอพาร์ตเมนต์ที่เวียนนา หรืออย่างในปี 1816 เขาก็เคยเขียนจดหมายแนะนำ Adam Neberich เพื่อนพ่อค้าไวน์จากไมนซ์ (Mainz) ให้คนรู้จัก พร้อมกล่าวถึงเพื่อนคนนี้ด้วยความชื่นชมอย่างเป็นกันเอง

รูปปั้น Beethoven

แต่เอาเข้าจริง เกร็ดประวัติศาสตร์เหล่านี้ไม่ใช่เหตุผลหลักที่ผมหยิบยกชื่อของบีโธเฟนมาพูดถึงหรอกนะครับ เพราะสิ่งที่ดึงดูดผมจริง ๆ คือความมหัศจรรย์ของน้ำเสียง การที่ผลงานจากนักประพันธ์คนเดียวกันสามารถสร้างความรู้สึกที่แตกต่างกันได้ คือสิ่งที่จุดประกายให้ผมนึกเชื่อมโยงมาถึงไวน์ที่อยู่ตรงหน้าครับ

ก่อนหน้านี้เคยมีผู้อ่านส่งข้อความมาถามถึงเกณฑ์การเลือกไวน์มาเล่าในแต่ละเดือนด้วย ซึ่งผมก็ไม่เคยเขียนกำกับไว้ เพราะฉะนั้นสำหรับครั้งนี้ผมจะขออธิบายอย่างง่าย ๆ ว่า.. ไวน์ทั้งสามขวดนี้บังเอิญตั้งอยู่ที่บ้านผมพอดีครับ (ฮ่า ๆ)

แต่ถ้าเอาเหตุผลจริง ๆ คือไวน์ที่ผมหยิบมาเล่ามีจุดร่วมกันคือทั้งหมดเป็น Pinot Noir ระดับ Grand Cru ที่มาจากไร่องุ่นแบบ Monopole หรือไร่องุ่นที่มีเจ้าของเพียงรายเดียวทั้งผืน โดยทั้ง Romanée-Conti และ La Tâche เป็น Grand Cru Monopole ของ Domaine de la Romanée-Conti แต่ถึงจะมาจากผู้ผลิตเดียวกัน ทั้งสองก็เป็นคนละผืนดิน และสำหรับขวดที่ผมหยิบมาในครั้งนี้ก็ยังเป็นคนละวินเทจกันอีกด้วย ส่วน Clos de Tart ก็มาจากอีก Grand Cru Monopole หนึ่งใน Morey-Saint-Denis และอยู่ภายใต้ผู้ผลิตอีกโดเมนหนึ่ง

ไวน์ทั้งสามขวดจึงมีความเหมือนมากพอที่จะนำมาวางเทียบกัน และก็มีความต่างมากพอที่จะชวนให้เราตั้งใจฟังดูว่าแต่ละขวดจะเปล่งน้ำเสียงเฉพาะตัวออกมาแบบไหนและอย่างไรครับ

Romanée-Conti 2004 กับ Rondo ที่มีชีวิตชีวา

เพลงแรกที่ผมหยิบมาเปิดคือ Violin Concerto in D major, Op. 61 โดยเฉพาะท่อนสุดท้ายอย่าง Ⅲ Rondo. Allegro (D major) ที่ผมชอบเป็นพิเศษครับ พอเข้าสู่ท่อนนี้ บรรยากาศจะพลิกจากความสงบนิ่งในท่อนก่อนหน้า มาสู่ความกระฉับกระเฉงทันที ทำนองหลักที่วนกลับมาเป็นระยะตามโครงสร้างแบบ Rondo ผสานกับเสียงไวโอลินที่คล่องแคล่ว ทำให้เพลงมีความสนุก มีชีวิตชีวา แต่ก็ยังคงรักษาท่วงท่าความสง่างามเอาไว้ได้อย่างพอดี

Romanée-Conti 2004

โดยปี 2004 ถือเป็นวินเทจที่ Domaine de la Romanée-Conti ต้องเผชิญบททดสอบอย่างหนักหน่วง ตั้งแต่สภาพอากาศที่ชื้นและแปรปรวน แรงกดดันจากโรคในไร่ ไปจนถึงพายุลูกเห็บที่กระทบบางส่วนของโดเมนในเดือนสิงหาคม ก่อนที่สถานการณ์จะพลิกกลับราวกับปาฏิหาริย์ตามคำบอกเล่าของทางโดเมน เพราะหลังวันที่ 25 สิงหาคมเป็นต้นมา Burgundy มีช่วงเวลาราวหกสัปดาห์ที่อากาศแห้ง มีแสงแดดดี และไม่ร้อนจัด ทำให้องุ่นสุกได้อย่างรวดเร็วโดยที่ยังคงรักษาระดับความเปรี้ยว หรือ Acidity เอาไว้ได้ และด้วยการควบคุมผลผลิต รวมถึงการคัดแยกองุ่นอย่างเข้มงวด ในที่สุดองุ่นสำหรับ Romanée-Conti ก็ถูกเก็บเกี่ยวในวันที่ 30 กันยายน

Romanee Conti 2004

กลับมาที่ Romanée-Conti 2004 กันบ้าง เนื่องด้วยไวน์ขวดนี้ก็ไม่ได้ให้ภาพของไวน์ที่หนักทึบหรือหยุดนิ่งอยู่แล้ว เพราะไวน์มีทั้งความเข้มข้น ความฉ่ำ ความสด และ Acidity ที่ช่วยรักษาสมดุลเอาไว้ พร้อมกับรสผลไม้แดงที่แสดงออกอย่างซับซ้อนหลายมิติ ตรงนี้นี่เองที่จังหวะของรอนโดเข้ามาวิ่งอยู่ในหัวผม

และแม้ว่าดนตรีกับไวน์จะไม่สามารถแปลความหมายแทนกันได้แบบตรงตัว แต่ทั้งคู่มีมวลความรู้สึกร่วมกัน ทั้งความกระฉับกระเฉงและความสดของการเคลื่อนไหว ซึ่งเป็นสิ่งที่ช่วยให้ผมเห็นภาพว่าความสง่างามนั้นไม่จำเป็นต้องแสดงออกผ่านความสงบนิ่งเสมอไป แต่สามารถเคลื่อนไหวอย่างมีชีวิตชีวาได้เช่นกันครับ

La Tâche 1999 กับการค่อย ๆ ปล่อยพลังของ Symphony No. 7

พอเปลี่ยนมาเปิด Symphony No. 7 in A major, Op. 92 ความรู้สึกก็เปลี่ยนไปอีกแบบครับ โดยเฉพาะในท่อน I Poco sostenuto – Vivace (A major) ที่ดนตรีไม่ได้เริ่มต้นอย่างคึกคักในทันที แต่ค่อย ๆ เปิดด้วยช่วงที่ช้ากว่า ก่อนจะเข้าสู่ Vivace ที่จังหวะกระชับและมีพลังมากขึ้น สำหรับผม นี่ให้ความรู้สึกเหมือนพลังบางอย่างกำลังถูกสะสมเอาไว้ ก่อนจะค่อย ๆ ปลดปล่อยออกมาอย่างเป็นจังหวะและมีโครงสร้าง

La Tâche 1999

ในปี 1999 ถือเป็นหนึ่งในวินเทจที่โดดเด่นของไวน์แดงเบอร์กันดี เพราะหลังจากผ่านฤดูร้อนที่ค่อนข้างอบอุ่นและชื้น ในช่วงกลางเดือนสิงหาคมถึงกลางเดือนกันยายนก็กลับมาร้อนขึ้นจนช่วยเร่งการสุกขององุ่น ก่อนเข้าสู่ช่วงเก็บเกี่ยวในครึ่งหลังของเดือนกันยายน ทำให้ La Tâche 1999 มีทั้งความเข้มข้นและพลัง แต่ก็ยังคงความละเอียดและกลมกลืนเอาไว้ได้ มีกลิ่นและรสทั้งผลไม้สีแดงและสีดำสุก รวมถึงสัมผัสของเครื่องเทศร่วมด้วย ในขณะที่โครงสร้างและแทนนินก็ยังให้ความรู้สึกจริงจัง ก่อนจะทอดตัวไปสู่ตอนจบที่ยาวนานบนปาก

La Tache 1999

และสิ่งที่ผมชอบคือ ไวน์ขวดนี้ให้ความรู้สึกเหมือนไม่ได้เผยทุกอย่างออกมาพร้อมกันในคราวเดียว แต่เมื่อปล่อยให้เขาค่อย ๆ เปิดตัว รายละเอียดและเลเยอร์ต่าง ๆ ก็เริ่มปรากฏให้เห็นมากขึ้นเรื่อย ๆ ตรงนี้เองที่เชื่อมโยงกับท่อน Poco sostenuto – Vivace ได้อย่างพอดี และตัวผมเองก็ไม่ได้มองว่า La Tâche คล้ายซิมโฟนีเพียงเพราะมีสเกลที่ใหญ่ แต่ภาพที่ชัดเจนกว่านั้นคือการมีองค์ประกอบหลายส่วนทำงานร่วมกัน โดยที่พลังไม่ได้ถูกเปิดเผยออกมาทั้งหมดตั้งแต่ตอนต้น

ยิ่งเราให้เวลากับเขามากเท่าไร เราก็ยิ่งสัมผัสได้ถึงรายละเอียดที่ซ่อนอยู่ลึกลงไป และเห็นว่าความทรงพลังกับความสง่างามนั้นไม่จำเป็นต้องอยู่คนละฝั่งกันเสมอไปครับ

Clos de Tart 2014 กับความอ่อนช้อยของ Menuetto: Grazioso

สำหรับขวดสุดท้าย สเกลของวงดนตรีถูกย่อส่วนลงมาเหลือเพียงเครื่องสายสี่ชิ้นกับผลงาน String Quartet No. 9 in C major, Op. 59 No. 3 โดยเฉพาะในท่อนที่สามอย่าง III Menuetto (Grazioso) (C major) เพราะหลังจากสองท่อนแรกที่มีบรรยากาศและน้ำหนักต่างออกไป ท่อนนี้กลับให้ความรู้สึกเหมือนพื้นที่พักเล็ก ๆ ที่มีทั้งความเบาสบาย สุภาพ และสง่างาม ก่อนจะส่งไม้ต่อให้ท่อนสุดท้ายที่เคลื่อนไหวรวดเร็วขึ้นอย่างชัดเจน

ในบรรดาสามคู่ที่ผมลองหยิบมาวางคู่กัน ผมคิดว่าคู่นี้น่าจะสื่อถึงกันได้ตรงที่สุดครับ เพราะทาง Clos de Tart เองก็เลือกใช้คำว่า charming and elegant ในการอธิบายคาแรกเตอร์ของวินเทจ 2014 เช่นกัน

Clos de Tart 2014

แม้ในปี 2014 จะเจออุปสรรคจากอากาศเย็นและเมฆมากในเดือนกรกฎาคมถึงสิงหาคมจนองุ่นสุกช้า แต่ลมเหนือในเดือนกันยายนก็ช่วยพัดพาความแห้งและนำแสงแดดมาช่วยกู้สถานการณ์ไว้จนองุ่นสุกได้อย่างเหมาะสม ทำให้ Clos de Tart 2014 กลายเป็นไวน์ที่เต็มไปด้วยเสน่ห์ อวลกลิ่นผลไม้สีแดงและเครื่องเทศ ให้ความสดชื่น ความสดบนเพดานปาก และมีแทนนินที่สุกกำลังดี

Clos de Tart 2014

ส่วนตัวผมจึงรู้สึกว่าบุคลิกของท่อนที่สามของบทเพลงนี้สอดรับกับ Clos de Tart 2014 ได้อย่างพอเหมาะพอดี และเสน่ห์ของทั้งคู่ไม่ได้เกิดจากการพยายามปล่อยพลังออกมาอย่างเต็มที่อยู่ตลอดเวลา แต่มาจากความอ่อนช้อย ความสดใส และรายละเอียดเล็ก ๆ ที่ค่อย ๆ เผยตัวออกมา เป็นความน่าสนใจที่ไม่ได้เรียกร้องให้เราหันไปมองในทันที แต่ชวนให้เราใช้เวลาค่อย ๆ สังเกตรายละเอียดต่างหากครับ

การจับคู่นี้อาจไม่ถูกต้องก็ได้

แน่นอนครับว่าเรื่องทั้งหมดนี้เป็นเพียงความเห็นและความรู้สึกส่วนตัวของผมล้วน ๆ เพราะไม่มีตำราไวน์เล่มไหนบอกไว้ว่า Romanée-Conti ต้องคู่กับ Violin Concerto หรือ La Tâche ต้องเป็น Symphony No. 7 

รวมถึงในมุมของการวิเคราะห์ดนตรี สิ่งที่ผมจับคู่และเล่ามาก็คงไม่ได้ถูกต้องตามหลักทฤษฎีเป๊ะ ๆ แน่ ๆ เผลอ ๆ ถ้าเอาบทความนี้ไปให้คนที่เรียนดนตรีคลาสสิก นักดนตรี หรือแฟนพันธุ์แท้บีโธเฟนอ่าน พวกเขาอาจจะตีความและจับคู่ไวน์ทั้งสามขวดนี้ต่างจากผมไปคนละทิศคนละทาง หรือเผลอ ๆ อาจจะอยากหยิบคันชักไวโอลินมาเคาะหัวผมโทษฐานตีความบทเพลงผิดเพี้ยนไปหมดก็ได้ (ถ้ามีนักดนตรีคลาสสิกผ่านมาอ่านเจอ… ได้โปรดเมตตานักดื่มตาดำ ๆ คนนี้ และอย่าเพิ่งโกรธกันเลยนะครับ ฮ่า ๆ)

แต่นั่นแหละครับ สำหรับผมแล้ว ความไม่ตายตัวพวกนี้กลับกลายเป็นส่วนที่สนุกที่สุดของการเขียนบันทึกในเดือนนี้ เพราะสุดท้ายเราอาจไม่จำเป็นต้องมีภาษาเพียงชุดเดียวในการทำความเข้าใจไวน์เสมอไป บางครั้งการปล่อยใจฟังเพลงสักท่อนพร้อมกับมองขวดที่วางอยู่ตรงหน้า มันก็ช่วยให้คาแรกเตอร์บางอย่างที่เราเคยสัมผัสได้แต่อธิบายไม่ถูก กลับชัดเจนขึ้นมาเสียอย่างนั้น

และอย่างน้อยที่สุด สำหรับเย็นวันนั้น บีโธเฟนก็ทำให้ผมมองไวน์เบอร์กันดีทั้งสามขวดนี้ในมุมที่ต่างออกไปเล็กน้อย และถ้าในอนาคตมีวันไหนที่ผมกลับมาเปิดเพลงเหล่านี้ฟังอีกครั้ง… ผมเองก็ไม่แน่ใจเหมือนกันครับว่าจะยังได้ยินไวน์ทั้งสามขวดนี้เปล่งเสียงออกมาเป็นน้ำเสียงเดิมอยู่หรือเปล่า

สวัสดีเดือนตุลาคมครับ

บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อการศึกษา การวิเคราะห์เชิงสุนทรียศาสตร์และวัฒนธรรมไวน์ รวมถึงการบันทึกข้อมูลเชิงบรรณาธิการเท่านั้น โดยไม่มีวัตถุประสงค์เพื่อการจัดจำหน่าย โฆษณา หรือเชิญชวนให้บริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

อ่านอะไรต่อดี