หลายคนอาจมองว่าเวลาคือสิ่งที่พัดพาความสดใหม่ให้ร่วงโรยไปตามวัย แต่กับ DP P2 2006 นี้ เวลากลับกลายเป็นเชื้อเพลิงชั้นดีที่หล่อหลอมความสมบูรณ์แบบขึ้นมาใหม่อีกครั้ง
Plénitude 2 หรือ P2 คืออะไร
แชมเปญขวดนี้ขับเคลื่อนด้วยคอนเซปต์ที่เรียกว่า Plénitudes (แพลนิจูด) หรือที่ผมมักจะแปลอย่างง่าย ๆ ว่า ช่วงเวลาที่แชมเปญหรือไวน์ถูกยกระดับให้สมบูรณ์ขึ้นไปอีกขั้น โดยทาง Dom Pérignon ไม่ได้มองการบ่มว่าเป็นเส้นกราฟที่ค่อย ๆ ร่วงลงตามอายุ แต่พวกเขามองว่าการบ่มคือการพัฒนาแบบก้าวกระโดดเสียมากกว่า

คอนเซปต์ Plénitudes นี้ถูกแบ่งออกเป็น 3 ระยะด้วยกัน (ต้องบอกก่อนว่ามันไม่ใช่การนำไปบ่มใหม่ 3 รอบนะครับ แต่คือการเลือกจังหวะปล่อยไวน์วินเทจเดียวกันในช่วงเวลาที่ต่างกัน)
- P1 (ระยะแรก): จะถูกปล่อยออกมาสู่ตลาดหลังจากให้นอนพักบนตะกอนยีสต์ (Lees) ราว 7-9 ปี
- P2 (ชีวิตที่สอง): สำหรับรุ่นนี้ แชมเปญจะยังไม่ถูกปล่อยออกมาพร้อมกับเพื่อน ๆ รุ่นแรก แต่จะถูกเก็บให้นอนพักบน Lees ต่อไป รวมระยะเวลาเบ็ดเสร็จราว 15 ปี (และอาจยืดไปถึงราว ๆ 20 ปี ขึ้นอยู่กับวินเทจและการตัดสินใจของ Cellar Master) เพื่อให้กาลเวลาค่อย ๆ สร้างเนื้อสัมผัสและเพิ่มความลึกซึ้ง โดยที่ยังคงล็อคความสดชื่นเอาไว้ได้อย่างน่าทึ่ง
- P3 (ขั้นสุดแห่งการรอคอย): และสำหรับ Third Plénitude มักออกสู่ตลาดหลังวินเทจนั้นล่วงเลยไปราว 30-40 ปี โดยจะใช้เวลาอยู่บน Lees มากกว่า 20 ปี และมีจำนวนการผลิตที่น้อยมาก
และแน่นอนว่าขวดนี้ จากชื่อก็บอกอย่างชัดเจนว่าเป็น P2 หรือช่วงชีวิตที่สองนั่นเอง
2006 ปีแห่งความโกลาหล
ทีนี้เราลองย้อนกลับไปดูจุดเริ่มต้นของแชมเปญขวดนี้กันบ้าง วินเทจปี 2006 ถือเป็นปีที่ธรรมชาติส่งบททดสอบสุดขั้วมาให้แคว้นแชมเปญ เพราะในเดือนกรกฎาคมนั้นมีอากาศที่ร้อนระอุ แต่ในเดือนสิงหาคมกลับมีอากาศที่หนาวเย็นผิดปกติ และความแปรปรวนนี้เองทำให้องุ่นเติบโตและสุกไม่สม่ำเสมอ ซึ่งหากเป็นแชมเปญทั่วไป โครงสร้างของมันอาจจะพังและเสียสมดุลไปเรียบร้อยแล้ว

จากปัญหาด้านสภาพอากาศที่ทุลักทุเลนี้ Dom Pérignon เลือกที่จะแก้เกมด้วยการใช้ประโยชน์จากระยะเวลาการบ่มของ P2 นี่แหละครับ การปล่อยให้ไวน์นอนหลับใหลอย่างยาวนานในความมืดมิดของห้องเก็บไวน์ที่ Hautvillers ได้ทำหน้าที่ขัดเกลาความวุ่นวายของสภาพอากาศ พร้อมทั้งดึงเอาความอุดมสมบูรณ์ของแสงอาทิตย์ในปีนั้นมาจัดระเบียบใหม่ ผลลัพธ์ของการรอคอยจึงเป็นการเปลี่ยนความโกลาหลให้กลายเป็นโครงสร้างที่มีความคมชัดและนิ่งสงบได้อย่างไม่น่าเชื่อ
คาแรคเตอร์
In the Glass: น้ำสีทองเป็นประกายแสดงออกถึงความสดใหม่ โดยไม่มีร่องรอยกลิ่นอับหรือคาแรคเตอร์ที่ไปทาง Oxidative แบบไวน์อายุมาก โครงสร้างกลิ่นเปิดด้วยขนมปังบริยอช อัลมอนด์คั่ว และผงโกโก้ ตามด้วยแอปริคอตอบแห้ง ก่อนจะเผยโน้ตที่หลายคนมักจะจับได้ในแชมเปญขวดนี้อย่างกลิ่นเค็มปะแล่มของไอโอดีนและไอทะเล

The Palate: โครงสร้างรสชาติมีความพุ่งและทรงพลัง คาแรคเตอร์ที่พบคือเนื้อสัมผัสที่แน่นหนึบแบบ Chewy และให้ความรู้สึกถึงความอูมามิที่มีเนื้อสัมผัสแน่นแบบ Vinous แต่แปลกที่มันยังมีความเบาสบายปาก โน้ตของชะเอมเทศ ธัญพืชคั่ว และเปลือกส้มเชื่อมจะค่อย ๆ คลี่คลาย ปิดท้ายด้วยสัมผัสของแร่ธาตุความเค็มและกลิ่นควันจาง ๆ ที่ทิ้งทวนอยู่ในปากอย่างยาวนาน
Note: หากเทียบกับรุ่นปกติปี 2006 ที่มีคาแรคเตอร์ออกไปทาง Generous และ Rich โครงสร้างของ P2 ตัวนี้จะถูกบีบให้แน่น คม และมีมิติที่ชัดเจนขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
ช่วงเวลาที่สมบูรณ์แบบ
การบ่มบน Lees นาน 15 ปี ทำให้ P2 2006 ไม่ใช่แชมเปญที่ต้องซื้อไปเก็บดองต่อในตู้แช่อีกนับสิบปี เพราะแชมเปญขวดนี้ได้ทำหน้าที่รอคอยแทนเรามาจนหมดแล้วใน Cellar ดังนั้นช่วงเวลาที่โครงสร้างของมันคลี่คลายและแสดงออกได้อย่างสมบูรณ์แบบที่สุด หรือที่เรียกว่า Peak Window ก็คือช่วงเวลาตั้งแต่ตอนนี้ ไปจนถึงราว ๆ ปี 2035

บันทึกของ P2 2006 เป็นเครื่องพิสูจน์ว่า แชมเปญที่มีมิติซับซ้อนที่สุด ก็เหมือนกับการเติบโตที่ต้องผ่านฤดูกาลที่ทุลักทุเล และเมื่อปล่อยให้ความอดทนได้ทำงาน กาลเวลาจะสามารถหล่อหลอมความธรรมดา ให้กลายเป็นความลึกซึ้งได้อย่างสวยงาม
หลังจากอ่านแล้วคุณคิดว่าการรอคอย 15 ปีนี้มัน คุ้มค่ากับผลลัพธ์ที่ได้หรือไม่
Quick Collector’s Summary

- Appellation: Champagne AOC
- Vintage Profile: 2006 (กรกฎาคมร้อนระอุ / สิงหาคมเย็นเฉียบ)
- Production: ผลิตจำกัดเฉพาะโควตา
- Ageing: นอนพักบนตะกอนยีสต์ (Lees) ราว 15 ปี
- Key Attribute: โครงสร้างคมชัดแบบ High-Definition Energy
- Peak Window:ปัจจุบัน – 2035
- Sensory Focus: มิติความซับซ้อนที่แน่นหนึบ ลึกซึ้ง และความละเมียดละไมในการแสดงออกของโครงสร้าง
- Style Disclaimer: ไม่ใช่แชมเปญสไตล์สดใส ดื่มง่าย หรือเน้นรสชาติผลไม้แบบตรงไปตรงมา
