The Fairest Creature Collection

blank

เวลาพูดถึงการทำไวน์ เรามักจะนึกถึงภาพของไวน์เมกเกอร์หนึ่งคน กับวิสัยทัศน์หนึ่งเดียว เพื่อสร้างไวน์ออกมาหนึ่งขวดใช่ไหมครับ แต่จะเกิดอะไรขึ้นถ้าไวน์เมกเกอร์ระดับท็อปของ Napa Valley ที่ฝีมือระดับร้อยคะแนนเต็มถึง 3 คน มารวมตัวกันเพื่อสร้างไวน์หนึ่งคอลเล็กชัน

วันนี้ผมจึงอยากพาทุกคนไปรู้จักกับโปรเจกต์ดาวรุ่งพุ่งแรงที่ชื่อว่า The Fairest Creature

จุดเริ่มต้นของผมกับคอลเล็กชันนี้

ก่อนที่เราจะลงลึกกันถึงรายละเอียด ผมอยากเล่าก่อนว่าผมโดนคอลเล็กชันนี้ตกได้ยังไง 

หลายคนอาจจะรู้จักผมในฐานะคนสะสมไวน์คัลท์ หรืออดีตซอมเมอลิเยร์ แต่ผมยังมีอีกหนึ่งแพสชันที่หลงใหลไม่แพ้กัน นั่นคือวรรณกรรม และสำหรับคอลเล็กชันนี้ได้นำทั้งสองสิ่งนี้มารวมเข้าด้วยกันอย่างแนบเนียน

สิ่งแรกที่สะกดสายตาผม (และสายตาคนอื่น) คือ ฉลาก ที่ได้นำเอาสัตว์มงคลจากตำนานจีนมาจับคู่กับบทกวีคลาสสิก และนำไปสลักลงไปบนขวด ด้วยเหตุนี้มันจึงสร้าง First Impression ที่ดีเยี่ยม และตกผมได้อย่างอยู่หมัดตั้งแต่แรกเห็น

Chinese mythology animal painting

จากนั้นผมก็เริ่มสังเกตเห็นรายชื่อทีมสร้าง โดยโปรเจกต์นี้ถูกควบคุมโดย Michel Rolland ไวน์เมกเกอร์ระดับปรมาจารย์ที่ผมเคยมีโอกาสได้เทคคอร์สกับเขาด้วย พอได้เห็นชื่อเขาเท่านั้นแหละ ความคิดของผมต่อคอลเล็กชันนี้ก็เปลี่ยนไปทันที และยิ่งได้นั่งหาข้อมูลจนรู้ถึงสเกลของงานแล้วก็รู้สึกว้าวมาก ๆ เพราะนี่คือการรวมเอาหัวกะทิของ Napa Valley มาไว้ในที่เดียว

ณ จุดนั้น ผมต้องขอยอมรับเลยว่าความอยากของผมเริ่มกลับมาทำงานอีกครั้ง และเกิดความคิดที่ว่าอยากเก็บคอลเล็กชันนี้ให้ครบแล้วล่ะ ดังนั้นการได้ครอบครองเซตหลักนี้ก็ถือว่าเป็นอีกหนึ่งไมล์สโตนสำคัญในชีวิตนักสะสมเลยทีเดียว

และผมคิดว่าถ้าคุณได้รู้เรื่องราวเบื้องหลังของมัน คุณอาจจะรู้สึกถึงแรงดึงดูดนั้นเหมือนกับผม… มาครับ ผมจะเล่าให้ฟังว่าเรื่องราวมันเป็นยังไง

ไอเดียเบื้องหลังโปรเจกต์

เพื่อให้เห็นภาพที่ชัดเจนที่สุด ผมขอแนะนำให้มองโปรเจกต์นี้เป็นเหมือนการสร้างภาพยนตร์จากสตูดิโอยักษ์ใหญ่ โดยไอเดียนี้ริเริ่มโดยคุณ Jayson Hu นักสะสมไวน์ตัวยงที่รับบทเป็นโปรดิวเซอร์ ซึ่งเขาได้รวบรวมเอาสุดยอดไวน์เมกเกอร์แห่ง Napa Valley มาไว้ด้วยกัน นำทีมโดย Thomas Rivers Brown, Philippe Melka และ Benoit Touquette

ซึ่งไวน์เมกเกอร์ทั้งสามคนนี้จะได้รับโจทย์เดียวกัน คือให้ตีความ Terroir ในแบบฉบับของตัวเอง จากนั้นก็ได้เชิญ Michel Rolland มารับบทเป็นผู้กำกับหรือ director ที่ทำหน้าที่คอยชี้แนะ และนำไวน์ของแต่ละคนมาผสมผสานกัน พร้อมกับปั้นให้มันกลายเป็นผลงานระดับมาสเตอร์พีซในไวน์ขวดเดียว

The Fairest Creature Collection

จากคอนเซปต์ที่ดูเป็นไปได้ยากนี้ พวกเขาสามารถทำให้มันเกิดขึ้นจริง สามารถจับต้องได้ ซึ่งคอลเล็กชันหลักจะประกอบไปด้วยไวน์ทั้งหมด 5 คาแรกเตอร์ที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน

POLYSPLINE โดย Philippe Melka

เริ่มต้นที่ Philippe Melka ผู้ที่ขึ้นชื่อในเรื่องความแม่นยำทางธรณีวิทยา ไวน์ของเขามีชื่อว่า POLYSPLINE และถูกนำเสนอผ่าน จิ้งจอกเก้าหาง สัตว์แห่งตำนานที่ทั้งฉลาดหลักแหลม และว่องไว ซึ่งสะท้อนถึงสไตล์ไวน์ของเขาที่มีความคมชัดจากโครงสร้างที่แข็งแกร่ง และเฉียบคม

Fairest Creature - Polyspline 2019

ใน Vintage 2019 นี้ ให้ความรู้สึกถึงความเข้ม และความชัด คล้าย ๆ กับเวลาที่เราเข้าป่า และมักจะเห็นจิ้งจอกเพียงแค่เสี้ยววิ แต่ภาพของมันกลับติดตาของเราไปได้ตลอด นอกจากนี้ไวน์นี้ยังมีความดุดันภายในปากอยู่ด้วย ซึ่งมาจากผลไม้สีดำ โกโก้และใบยาสูบรมควัน

PERIHELIOS โดย Thomas Brown

ในขณะที่ Melka สร้างโครงร่าง Brown คือคนที่เติมวอลลุ่มให้กับคอลเล็กชันนี้ โดยไวน์ของเขา PERIHELIOSถูกนำเสนอผ่าน ปลาคุน สัตว์ในตำนานของจวงจื่อ คุนเป็นปลาที่มีขนาดใหญ่มาก และสามารถกลายร่างเป็นพญานกชื่อเผิงที่ปีกใหญ่จนคลุมท้องฟ้าได้ ซึ่งมันสะท้อนถึงน้ำหนัก และความยิ่งใหญ่ของไวน์ขวดนี้ ดังนั้นเขาจึงเป็นเหมือนกับเสียงเบสทุ้มต่ำที่คอยอุ้มไวน์ตัวอื่น ๆ เอาไว้

Fairest Creature - Perihelios 2021

โดย Vintage 2021 นี้เปิดมาด้วยกลิ่นหอมอลังการของแคสซิส ผลไม้สีน้ำเงินและดาร์กช็อกโกแลต รวมถึงมีบอดี้แน่น ไร้รอยต่อ ดื่มอร่อยทันที แต่ก็มีโครงสร้างที่พร้อมจะบ่มต่อไปได้อีก 20 ปีอย่างสบาย ๆ

SINE FINE โดย Benoit Touquette

และแล้วก็มาถึงศูนย์กลางแห่งอารมณ์ของกลุ่ม โดยชื่อ Sine Fine มาจากภาษาละติน ซึ่งแปลว่า ไร้จุดสิ้นสุด นำเสนอผ่านนกเจี้ยนนกในตำนานที่มีปีกเพียงข้างเดียว และต้องบินเป็นคู่เสมอ จึงกลายเป็นสัญลักษณ์ของการเชื่อมโยง และหุ้นส่วน รวมถึงสะท้อนสไตล์ไวน์ของเขาได้ดีที่เน้นไปที่ความนุ่มนวล ความใจกว้าง และการเข้าถึงง่าย ชวนดื่มที่สุด

Fairest Creature - Sine Fine 2019

ความโรแมนติกของ Vintage 2019 นี้ถูกถ่ายทอดออกมาอย่างชัดเจน ด้วยไวน์ที่มีความลื่นไหล หรูหรา อัดแน่นไปด้วยกลิ่นบลูเบอร์รี ช็อกโกแลต และดอกไม้ แต่เมื่อลิ้มรสจะสัมผัสได้ถึงแทนนินที่สุกงอมอย่างนุ่มนวล และจบลงด้วยรสชาติที่ยาวนานภายในปาก

FLOW STATE โดย Michel Rolland

ก่อนจะไปถึงฉากสุดท้าย เรามาแวะพักกับกระต่ายสามตัว ที่เป็นสัญลักษณ์ของเวลา ความต่อเนื่อง และความกลมกลืน ไวน์ขวดนี้ทำหน้าที่เป็นเหมือนศูนย์กลางของโปรเจกต์ โดย Michel Rolland ในฐานะผู้กำกับ ได้คัดสรร และลบเหลี่ยมคมของไวน์จากไวน์เมกเกอร์ทั้ง 3 คน มาร้อยเรียงให้เกิดความกลมกลืน จนกลายเป็นไวน์ที่รวมเอาทั้งโครงสร้าง วอลลุ่ม และความนุ่มนวล ไว้ด้วยกันได้อย่างลงตัว

Fairest Creature - Flow State 2022

นี่คือไวน์เพียงตัวเดียวของโปรเจกต์นี้ที่ผลิตในปี 2022 รสสัมผัสของมันนุ่มนวล เชื้อเชิญ มีกลิ่นของแคสซิส ดอกไวโอเล็ต และช็อกโกแลต ทำให้รสชาติกลมกล่อมพร้อมสัมผัสนุ่มดุจกำมะหยี่ เป็นสะพานเชื่อมที่เตรียมประสาทสัมผัสของเราให้พร้อมสำหรับแกรนด์ฟินาเลที่กำลังจะมาถึง

TRINICEROS โดย Michel Rolland

ไวน์ขวดนี้ถือว่าเป็นหัวใจของโปรเจกต์นี้ โดยคำว่า Triniceros มาจากภาษาละตินแปลว่า สามเขา และถูกนำเสนอผ่าน กิเลน สัตว์มงคลที่มีหัวเป็นมังกร ตัวเป็นเสือ และหางเป็นวัว ซึ่งได้รับการยกย่องมาอย่างยาวนานว่าเป็นสัญลักษณ์แห่งความเจริญรุ่งเรือง จึงเหมาะสมอย่างมากที่จะเป็นตัวแทนของไวน์เรือธงจากค่ายนี้

Fairest Creature - Triniceros 2021

สำหรับผม Vintage 2021 นี้คือวิสัยทัศน์สูงสุดของ Michel Rolland โดยในครั้งนี้เขาทำหน้าที่เป็น Master Blender ที่จะเลือกเฉพาะบาร์เรลที่แข็งแกร่งที่สุดของทั้งสามคนมารวมกัน และผลลัพธ์ที่ได้คือสุดยอดไวน์ที่ดึงเอาข้อดีของไวน์เมกเกอร์ทั้ง 3 คนมาไว้ในขวดเดียว และด้วยความพิเศษนี้ มันจึงถูกบรรจุเฉพาะในขวดแม็กนัม (1.5L) และผลิตเพียงแค่ประมาณ 500 ขวดเท่านั้น!

ดื่มคอลเล็กชันนี้อย่างไรดี

ผมขอออกตัวก่อนว่า นี่เป็นเพียงมุมมองส่วนตัวของผมที่หลงใหลในการเล่าเรื่องผ่านไวน์เท่านั้น และสำหรับผม Fairest Creature ไม่ใช่แค่งานชิมไวน์ แต่มันคือการเล่าเรื่อง และเพื่อให้คุณอินไปกับเรื่องราว ผมเชื่อว่าลำดับการดื่มมีผลมากครับ ซึ่งผมคิดว่าลำดับแบบนี้น่าจะทำให้เห็นภาพชัดที่สุด

  1. เริ่มที่จิ้งจอก (POLYSPLINE): ด้วยโครงสร้างที่คม และแม่นยำของมัน จะทำหน้าที่ปลุกประสาทรับรสของเราให้ตื่นตัว และช่วยเคลียร์ลิ้นให้พร้อม
  2. ขยับไปที่นกเจี้ยน (SINE FINE): เติมความหรูหรา และผลไม้สุกฉ่ำ เพื่อขยายสัมผัสช่วงกลาง หรือ Mid-palate ให้เต็มไปด้วยอารมณ์ และความรื่นรมย์
  3. ดำดิ่งสู่คุน (PERIHELIOS): เมื่อลิ้นพร้อมแล้ว ก็พุ่งเข้าชนกับแทนนินที่ลึกล้ำ และพลังอันดิบเถื่อนของคอลเล็กชันนี้
  4. พักเบรกกับกระต่าย (FLOW STATE): ก่อนฉากสุดท้าย ให้ไวน์ของ Rolland ช่วยดึงจังหวะกลับมาให้นุ่มนวลลง หลังจากที่เจอความเข้มข้นมาอย่างหนักหน่วง
  5. ปิดท้ายด้วยกิเลน (TRINICEROS): นี่คือขวดสำหรับการเฉลิมฉลอง มันคือผลรวมของทุกสิ่งที่คุณเพิ่งชิมไป และเหมาะที่สุดกับการแชร์ให้กับคนที่สนิทด้วย

ขอย้ำอีกครั้งว่า นี่ไม่ใช่กฎตายตัว!แต่มันคือวิธีที่เวิร์กที่สุดสำหรับผม มันทำให้ผมได้ยินเสียงของไวน์เมกเกอร์แต่ละคนแบบเดี่ยว ๆ ก่อน แล้วค่อยมาฟังพวกเขาร้องประสานเสียงร่วมกันในตอนจบ

The Fairest Creature Collection by JJ Natharach

การมีอยู่ของ Fairest Creature ไม่ได้เป็นแค่ Napa Cab อีกคอลเล็กชัน แต่มันคือการได้เห็นช่วงเวลาหนึ่งที่การแข่งขันเปลี่ยนเป็นการร่วมมือกันของคนในวงการเดียวกัน และสำหรับผม นี่ถือว่าการเรียนรู้แบบ deconstruction ที่จะให้เราได้ชิมตำนานทีละคน เพื่อเข้าใจน้ำเสียงของแต่ละคน แล้วค่อยกลับไปที่แม็กนัมที่เป็นหัวใจของคอลเล็กชัน เพื่อดูว่าเมื่อรวมกันแล้วมันยิ่งใหญ่กว่าเดิมจริงไหม

และใช่ครับ เซตนี้ทำให้ผมเชื่ออีกครั้งว่า บางทีการรวมพลังกันมันก็ยิ่งใหญ่กว่าแยกกันอยู่จริง ๆ

อ่านอะไรต่อดี