ปาฏิหาริย์แห่งปี 2012 และจิตวิญญาณของ Pinot Noir
เพื่อที่จะเข้าใจแชมเปญขวดนี้ เราจำเป็นต้องย้อนกลับไปทำความรู้จักกับ La Grande Dame กันก่อน โดย La Grande Dame เป็น Prestige Cuvée ของบ้าน Veuve Clicquot ที่ถูกเปิดตัวในปี 1972 เพื่อเฉลิมฉลองการครบรอบ 200 ปีของเมซง และตั้งแต่แรกเริ่ม La Grande Dame ก็ถูกสร้างขึ้นโดยมีแกนหลักเป็นองุ่น Pinot Noir ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่ Madame Clicquot เชื่อมั่นมาโดยตลอด

สำหรับวินเทจ 2012 นี้ก็ยังคงสืบทอดวิสัยทัศน์นั้นอย่างเคร่งครัด ด้วยการนำองุ่นจากไร่ระดับ Grand Cru ทั้งหมดมาเบลนด์ร่วมกัน โดยใช้ Pinot Noir สูงถึง 90% ที่มาจากไร่ Aÿ, Verzenay, Verzy, Ambonnay และ Bouzy ผสมผสานกับ Chardonnay อีก 10% จาก Avize และ Le Mesnil-sur-Oger ผลลัพธ์ที่ได้จึงออกมาในทิศทางของโครงสร้าง ความแม่นยำ และพลังงานที่ขับเคลื่อนด้วย Pinot Noir เป็นหลัก
แน่นอนว่าเราจะไม่พูดถึงสภาพอากาศก็คงจะไม่ได้ เพราะนี่คือหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่กำหนดคุณภาพขององุ่น ซึ่งสภาพอากาศของแคว้นแชมเปญในปี 2012 ต้องบอกเลยว่าเป็นปีที่เต็มไปด้วยความคาดเดาไม่ได้ ตั้งแต่น้ำค้างแข็ง ลูกเห็บ โรคระบาด ไปจนถึงฝนที่ตกลงมาอย่างหนักหน่วงจนผลผลิตร่วงหล่นไปมหาศาล แต่ทว่าในช่วงปลายฤดูร้อน อากาศกลับมาดีอย่างไม่น่าเชื่อและช่วยกู้สถานการณ์เอาไว้ได้ จากการพลิกผันครั้งนี้เองทำให้องุ่นมีความสุกงอมและสมดุลได้อย่างน่าทึ่ง จนปี 2012 มักถูกพูดถึงว่าเป็น Champagne miracle หรือปาฏิหาริย์แห่งแคว้นแชมเปญอีกปีหนึ่งเลยทีเดียว

ส่วนผลลัพธ์จากปีที่เต็มไปด้วยความท้าทายนี้ ได้หล่อหลอมให้แชมเปญมีคาแรคเตอร์ที่พิเศษ เพราะภายใต้โครงสร้างที่ขับเคลื่อนด้วย Pinot Noir มันกลับแฝงไปด้วยพลังงาน และคงความมีชีวิตชีวาไว้ได้อย่างน่าประหลาดใจ หลังจากนั้นขวดนี้ได้ถูกนำไปนอนพักเพื่อบ่มบนตะกอนยีสต์ หรอื lees นานกว่า 7 ปี รวมถึงยังได้ผ่านกระบวนการ Disgorgement ในเดือนกันยายน 2019 โดยมีการ Dosage เพียง 6 กรัมต่อลิตร ซึ่งยังคงช่วยรักษาภาพรวมของไวน์ให้แม่นยำและมีพลังงานที่ชัดเจนด้วย
ลายจุดบนขวดแชมเปญ
สิ่งที่ทำให้แชมเปญขวดนี้มีมิติที่ลึกซึ้งไปกว่าเรื่องของรสชาติ คือการโคจรมาพบกันของสองหญิงแกร่งต่างยุค อย่าง Madame Clicquot หนึ่งในผู้หญิงสำคัญของประวัติศาสตร์แชมเปญ และ Yayoi Kusama ศิลปินหญิงที่ขับเคลื่อนโลกแห่งศิลปะด้วยแพสชันอันแรงกล้า แม้เส้นทางของทั้งคู่จะต่างกัน แต่วิสัยทัศน์ในการก้าวข้ามอุปสรรคคือสิ่งที่เชื่อมโยงพวกเธอเข้าไว้ด้วยกัน สปิริตของการแปรเปลี่ยนความตึงเครียดจากปีวินเทจ 2012 ให้กลายเป็นความมีชีวิตชีวา ซึ่งดูสอดคล้องกับโลกทัศน์ของ Kusama ได้อย่างน่าสนใจ

เมื่อมองไปที่แพ็กเกจจิ้ง เราจะเห็นรูปดอกไม้ที่สื่อถึงพลังชีวิต ความรัก และความหวัง แต่สิ่งที่สะกดสายตาที่สุดคือการนำลาย Polka dots อันเป็นเอกลักษณ์ของเธอมาจัดวางลงบนขวดสีดำสนิท ซึ่งในมุมมองของนักดื่ม มันชวนให้นึกถึงฟองแชมเปญนับล้านที่กำลังลอยล่องและเต้นรำอยู่ภายในแก้ว และลวดลายเหล่านี้จึงดูเหมือนจะสะท้อนพลังงานของน้ำแชมเปญที่อยู่ภายในขวดได้อย่างสวยงาม
ผลงานศิลปะที่ดื่มได้ชิ้นนี้ หรือ Yayoi Kusama limited edition ถูกนำไปเปิดตัวครั้งแรกที่ประเทศญี่ปุ่นในเดือนกันยายน 2020 ก่อนจะเดินทางไปสร้างแรงบันดาลใจในตลาดอื่นทั่วโลก และสำหรับผมแล้ว การได้เห็นขวดนี้ตั้งตระหง่านอยู่ในห้องทำงาน หรือใน cellar จึงเป็นเหมือนการได้รับพลังของความสร้างสรรค์ที่ถูกถ่ายทอดผ่านศิลปะ และแชมเปญเอาไว้ด้วยกันอย่างงดงาม
คาแรคเตอร์
In the Glass: เปิดตัวด้วยกลิ่นหอมของดอกไม้สีขาวอย่างดอกมะลิและดอกสายน้ำผึ้ง ตามมาด้วยกลิ่นอัลมอนด์สด แอปเปิล ลูกแพร์และพีช ที่ให้ความรู้สึกเปิดกว้างและมีเสน่ห์อย่างชัดเจน ทุกอย่างถูกจับวางได้อย่างลงตัวและไม่ดูล้นจนเกินไป

The Palate: สัมผัสบนลิ้นจะรับรู้ได้ทันทีว่า Pinot Noir คือแกนหลักที่คอยขับเคลื่อนโครงสร้าง มอบทั้งน้ำหนักและความชัดเจน ในขณะที่ Chardonnay เข้ามาช่วยเสริมความละเอียดและความต่อเนื่องของโครงสร้าง โน้ตของแอปริคอตอบแห้ง เฮเซลนัต และน้ำผึ้งจะค่อย ๆ เผยตัวออกมา ก่อนจะถูกรวบตึงด้วยโทนแร่ที่ชัดเจน ส่วนช่วงจบจะมีความขมนิด ๆ แทรกด้วยกลิ่นซิตรัสบาง ๆ ที่ช่วยปลุกความสดชื่น และดึงดูดให้อยากจิบแก้วต่อไป
มุมมองส่วนตัว: ผมมองว่าสิ่งที่ท้าทายอย่างหนึ่งในการทำ Prestige Cuvée ที่ใช้ Pinot Noir ในสัดส่วนสูงขนาดนี้ คือการรักษาสมดุลไม่ให้แชมเปญดูหนักจนเกินไป ซึ่งขวดนี้ทำออกมาได้ละเอียดอ่อนและประณีตมาก
วิวัฒนาการ และช่วงเวลาที่เหมาะสม
จริงอยู่ที่แพ็กเกจจิ้งลายจุดดอกไม้ของ Kusama มักถูกมองว่าเหมาะกับการตั้งโชว์ไว้บนชั้นในฐานะงานศิลปะชิ้นหนึ่ง แต่ในมุมของนักสะสมแชมเปญแล้ว สิ่งที่น่าสนใจไม่แพ้กันคือพัฒนาการของน้ำแชมเปญที่อยู่ด้านใน โครงสร้างของขวดนี้มีความพุ่งเป็นเส้นตรง ชัดเจน และมีระเบียบ ซึ่งเป็นคาแรคเตอร์ที่หลายคนมักอธิบายในเชิง vertical และ linear
ในแง่ของวิวัฒนาการ วินเทจ 2012 ขวดนี้ได้เดินทางมาถึงช่วงเวลาที่เริ่มเผยความซับซ้อนและความสมดุลออกมาให้เห็นมากขึ้นแล้ว แต่ด้วยโครงสร้างที่แข็งแรงและยังคงมีความสดกับแรงขับที่ดี มันจึงยังมีศักยภาพมากพอที่จะรองรับการบ่มต่อไปได้อีกนับทศวรรษ หากพูดถึงการจับคู่กับอาหาร แชมเปญที่มีความแม่นยำและสะอาดหมดจดในลักษณะนี้ มักจะแสดงมิติที่ลึกล้ำที่สุดออกมาเมื่อจับคู่กับวัตถุดิบที่มีรสชาติคลีนและเน้นความสดใหม่ อย่างเช่นซูชิหรืออาหารทะเลเนื้อแน่นอย่างล็อบสเตอร์
ความน่าทึ่งของขวดนี้คือการซ่อนโครงสร้างอันทรงพลังของ Pinot Noir จากวินเทจที่ท้าทาย ไว้ภายใต้ลายเส้นที่เริงร่าของ Yayoi Kusama ได้อย่างแนบเนียน การโคจรมาพบกันของสองวิสัยทัศน์นี้ได้แปรเปลี่ยนความตึงเครียดของธรรมชาติ ให้กลายเป็นสปิริตแห่งพลังบวกและอารมณ์ขัน นี่จึงเป็นผลงานศิลปะที่สะท้อนให้เห็นว่าความแข็งแกร่งและการไม่ยอมแพ้ก็สามารถถ่ายทอดออกมาพร้อมรอยยิ้มได้เช่นกัน
Quick Collector’s Summary

- Appellation: Champagne AOC
- Vintage Profile: 2012 (ฤดูกาลแปรปรวน ผลผลิตต่ำ แต่กู้กลับมาได้จนได้รับฉายา Champagne miracle)
- Ageing: บ่มบนตะกอนยีสต์ (lees) นานกว่า 7 ปี
- Key Attribute: Prestige Cuvée เบลนด์องุ่น Pinot Noir 90% และ Chardonnay 10% พร้อมงานศิลปะจาก Yayoi Kusama
- Peak Window:ดื่มได้เลยตั้งแต่ตอนนี้ ไปจนถึงราวปี 2030
- Sensory Focus: เหมาะสำหรับคนรักงานศิลปะ แฟนพันธุ์แท้ Pinot Noir และนักสะสมแชมเปญที่มีโครงสร้างชัดเจน
- Style Disclaimer: ไม่เหมาะกับคนที่ชอบแชมเปญบอดี้หนักทึบ หรือมีโทน Oxidative แบบเต็มขั้น
