แต่สำหรับผู้มีวิสัยทัศน์บางคน Pinot Meunier ไม่ใช่แค่องุ่นเบลนด์อีกต่อไป เดือนนี้เราจะก้าวออกจากร่มเงาของแชมเปญเฮาส์ยักษ์ใหญ่ เพื่อไปสำรวจผลงานของ Jérôme Prévost แห่ง La Closerie ในหมู่บ้าน Gueux หนึ่งในผู้ผลิตคนสำคัญที่ช่วยให้ Meunier ก้าวขึ้นมายืนหยัดด้วยตัวเอง ผ่านแชมเปญสไตล์ ไร่เดี่ยวที่จริงจัง และถูกจับตามองในหมู่นักสะสม
ปรัชญาแห่ง La Closerie
ปรัชญาของ La Closerie ก่อตัวขึ้นอย่างเรียบง่ายในโรงรถเล็กๆ ที่ Gueux และเด่นชัดยิ่งขึ้นเมื่อ Jérôme Prévost ได้ทำงานและรับอิทธิพลอย่างใกล้ชิดจาก Anselme Selosse ประสบการณ์นี้สอนให้เขาเรียนรู้ที่จะมองไร่องุ่นแบบ site-first ซึ่งต่างจากแนวคิดการเบลนด์แบบดั้งเดิม ทันทีที่เขามองไปยังแปลง Les Béguines เขาสัมผัสได้ถึงศักยภาพของพื้นที่ที่ขับเคลื่อนด้วย Meunier อย่างเต็มเปี่ยม ผืนดินนี้มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่ชัดเจนมากพอจะถูกถ่ายทอดออกมาให้เป็นไวน์ที่ยืนหยัดได้ด้วยตัวเองอย่างภาคภูมิ

เขาจึงตัดสินใจเดินออกจากกรอบการทำแชมเปญแบบเดิม แล้วหันมาโฟกัสแนวทางแบบ site-specific อย่างจริงจัง ด้วยการคุมผลผลิตในไร่ให้ต่ำเพื่อถ่ายทอดคาแรคเตอร์ของผืนดินออกมาให้ชัดเจนที่สุด พร้อมกับเลือกเก็บเกี่ยวองุ่นในช่วงที่สุกได้ที่พอดี
นอกจากนี้เขายังตั้งใจนำเสนอไวน์ในสไตล์ Vinous ที่มีความลึกซึ้ง โดยใช้โดซาจในระดับที่ต่ำมากเพียงราว 2 กรัมต่อลิตร (แล้วแต่ล็อต) เพื่อปล่อยให้โครงสร้างของไวน์เป็นตัวนำทาง เรียกได้ว่านี่คือการดูแลไร่องุ่นด้วยความเคารพในระดับเดียวกับไวน์เบอร์กันดีชั้นเลิศ
แม้แนวทางนี้จะดูเงียบเชียบแต่มันกลับเด็ดขาด และทรงพลัง แชมเปญทุกขวดภายใต้ฉลาก La Closerie คือบทพิสูจน์ของวิสัยทัศน์ดังกล่าว ทุกครั้งที่ได้ลิ้มรสผลงานของเขา มันไม่ใช่แค่การดื่มแชมเปญมาตรฐานทั่วไป แต่คือการสัมผัสประสบการณ์ของ Vin de Champagne อย่างแท้จริง ซึ่งขับเคลื่อนด้วยความชัดเจนของไวน์เมกเกอร์ผู้เลือกความซื่อสัตย์ต่อผืนดิน มากกว่าการเดินตามธรรมเนียมที่ปลอดภัย
Jérôme Prévost La Closerie & Extra Brut

& ทำหน้าที่เป็นจุดเริ่มต้นที่สมบูรณ์แบบในการทำความรู้จักกับ La Closerie แชมเปญขวดนี้เป็น Non-Vintage ที่ประกอบด้วยวินเทจหลักและไวน์รีเสิร์ฟ ซึ่งจะเปลี่ยนไปตามล็อตการผลิต แม้จะดื่มง่ายแต่ก็ซ่อนเลเยอร์ที่ซับซ้อนของไวน์รีเสิร์ฟเอาไว้
ในตอนท้ายซิตรัสทำหน้าที่เหมือนแรงดึงให้รสชาติพุ่งขึ้น ส่วนรสเค็มปะแล่มทำให้รู้สึกคมขึ้น โครงสร้างของมันมีความตึงและมีแกนกลางที่ชัดเจน ฟินิชยาวสะอาด ถือเป็นขวดที่พร้อมให้เอนจอยได้ทันทีและมอบความสุขแบบเพียวๆ ที่สัมผัสได้ในทันที
Jérôme Prévost La Closerie Les Béguines

เพียงแค่จิบแรก คุณจะเข้าใจทันทีว่าทำไมแชมเปญขวดนี้ถึงมีชื่อเสียงระดับคัลท์ ในฐานะรุ่นเรือธงที่เป็นที่ต้องการของนักสะสม มันถ่ายทอดคาแรคเตอร์ของแปลงปลูกใน Gueux โดยใช้ Meunier เป็นเบสถึง 94% มอบสไตล์ Meunier-driven ที่ให้ความรู้สึกแบบ Vinous อย่างแท้จริง ทำให้มีโครงสร้างชอล์กชัดเจน เนื้อแน่นซับซ้อน อัดแน่นไปด้วยความเข้มข้นและมิติของรสชาติ พร้อมทิ้งฟินิชที่ยาวลึก
ถ้าให้เปรียบเทียบให้เห็นภาพ แชมเปญขวดนี้ไม่ได้เรียกร้องความสนใจให้เราหันไปมอง แต่มันสะกดให้เราต้องหยุดเพื่อค้นหาความลึกซึ้งที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังรสชาตินั้น นี่คือตัวแทนลายเซ็นของ Prévost ที่เหมาะกับการเก็บเข้าคอลเล็กชันของนักสะสมตัวจริงอย่างไม่ต้องสงสัย
Jérôme Prévost La Closerie Grand Cru Extra Brut

ถ้า Les Béguines คือภาพสะท้อนของบ้านเกิด Grand Cru Extra Brut ก็เปรียบเสมือนการก้าวออกจากพื้นที่ปลอดภัยเพื่อออกเดินทางค้นหาความท้าทายใหม่ สำหรับขวดนี้ Prévost หันมาใช้องุ่นระดับ Grand Cru นอก Gueux โดยหลายแหล่งระบุว่าเป็นการเบลนด์ Pinot Noir จาก Puisieulx เข้ากับ Chardonnay จาก Le Mesnil-sur-Oger
เขาได้นำเทคนิคการเบลนด์อันเป็นเอกลักษณ์มาปรับใช้กับ Terroir ที่แปลกใหม่ ทำให้แชมเปญขวดนี้ยังคงเอกลักษณ์แบบ Vinous แต่อบอวลด้วยกลิ่นเปลือกเลมอน แพร์ และแอปเปิล แทรกด้วยบริยอชและถั่วอบอย่างพอดี โครงสร้างชัดเจน จบด้วยมินรัลคล้ายชอล์กและความเค็มปะแล่มที่ลงตัว
มันมอบคาแรคเตอร์และพลังงานที่คนละแบบกับ Les Béguines ขวดนี้จึงเรียกได้ว่าเป็นกรณีศึกษาชั้นยอดที่ตอกย้ำถึงความเชี่ยวชาญในการปรับตัว และโชว์ความแม่นยำในการทำแชมเปญของเขาได้อย่างไร้ที่ติ
Jérôme Prévost La Closerie Fac-Simile Extra Brut Rose

Fac-Simile คือแชมเปญโรเซ่ที่มีความลึกซึ้งและให้โทน Savory อย่างชัดเจน ขวดนี้ถูกสร้างสรรค์ขึ้นในสไตล์ Rosé d’assemblage โดยนำ Pinot Meunier มาเบลนด์กับไวน์ขาวที่มาจากแปลงเดียวกัน
ภาพรวมขวดนี้มักจะมีกลิ่นหอมฟีลสตรอว์เบอร์รีผสานซิตรัส และมินรัลแบบฟลินต์ รสสัมผัสเน้นความ Savory ที่เนื้อแน่น ทิ้งฟินิชยาวแบบเค็มปะแล่ม ผลลัพธ์ที่ได้คือแชมเปญที่มีความรุ่มรวย ซับซ้อนด้วยเลเยอร์ รวมถึงยังคงความเนี้ยบและมีเสน่ห์น่าค้นหา
และสำหรับผม ขวดนี้เป็นอีกหนึ่งขวดที่เป็นที่ต้องการในหมู่นักสะสมอย่างมาก และถ้าจะเปิดดื่ม ผมแนะนำให้เสิร์ฟในแก้วทรงกว้างเพื่อดึงเท็กซ์เจอร์และกลิ่นออกมาให้แสดงศักยภาพได้อย่างชัดเจนที่สุด
รสสัมผัสและกาลเวลา
หากนี่คือครั้งแรกที่คุณกำลังจะเปิดขวดของ Prévost ผมแนะนำให้ลบภาพจำของแชมเปญแบบดั้งเดิมทิ้งไปก่อน เพราะผลงานของเขามักถูกหลาย ๆ แหล่งนิยามว่าเป็นไวน์ชั้นยอดที่บังเอิญมีฟอง ทุกขวดจะดึงดูดเราด้วยเนื้อสัมผัส ความลึกซึ้ง และโครงสร้าง มากกว่าจะเรียกร้องความสนใจด้วยความซ่าของฟองเพียงอย่างเดียว
ในแก้วคุณจะสัมผัสได้ถึงอโรมาของแอปเปิลสุกงอม กลิ่นอายแบบเอิร์ธตี้ และกลิ่นอายของชอล์ก ซึ่งมักถูกมองว่าเป็นการสะท้อนคาแรคเตอร์ของดินใน Gueux ออกมาได้อย่างชัดเจน แต่เมื่อดื่มด่ำลงไป โครงสร้างเหล่านั้นจะทำหน้าที่เป็นกระดูกสันหลังให้รสชาติพุ่งทะยานเป็นเส้นตรงและเต็มไปด้วยชีวิตชีวา มันมอบมวลสัมผัสที่หนักแน่นราวกับไวน์แดง แต่ยังคงความสดใสแบบไวน์ขาว ในขณะที่ฟินิชจะทิ้งรสชาติแบบ Savory ที่กระตุ้นความอยากอาหาร

การเตรียมแชมเปญเหล่านี้ต้องอาศัยสัญชาตญาณพอ ๆ กับการควบคุมอุณหภูมิ เนื่องจากหลายขวดของเขามักต้องการอากาศ โดยเฉพาะในวินเทจที่อายุน้อยจะพัฒนาตัวเองได้อย่างงดงามเมื่อได้หายใจ ดังนั้นผมเลยอยากแนะนำว่าให้เสิร์ฟในแก้วเบอร์กันดีทรงกว้างแทนที่จะเป็นแก้วฟลุตทรงแคบ และให้เวลากับมันสักนิด แล้วปล่อยให้มันเป็นฝ่ายบอกคุณเองว่ามันพร้อมเมื่อไหร่
ท้ายที่สุดแล้ว ผลงานของ Jérôme Prévost เป็นมากกว่าแค่คอลเลคชันแชมเปญชั้นยอดของเหล่านักสะสม แต่คือบทพิสูจน์ที่ชัดเจนว่าสิ่งที่ยอดเยี่ยมสามารถก่อกำเนิดขึ้นได้จากสิ่งที่หลายคนมองข้าม เช่นเดียวกับการทุ่มเทให้กับองุ่นสายพันธุ์พระรองในหมู่บ้านเล็ก ๆ ทำให้เขาสามารถสร้างสไตล์ที่เปี่ยมไปด้วยเอกลักษณ์เฉพาะตัวได้อย่างชัดเจน พร้อมกับยกระดับให้ Pinot Meunier ขึ้นสู่จุดสูงสุด และเป็นที่จดจำมากขึ้น
