คัลท์ไวน์คืออะไร แล้วทำไมต้องคัลท์

คัลท์ไวน์คืออะไร แล้วทำไมต้องคัลท์

เคยสงสัยไหมว่าทำไมไวน์บางขวดถึงมีคนยอมรอซื้อยาวนานข้ามปี ทั้งที่ยังไม่ได้เห็นขวดจริง และทำไมชื่อของไวน์บางขวดถึงเป็นที่ต้องการในตลาดโลกขนาดนั้น ปรากฏการณ์เหล่านี้คือหนึ่งในภาพสะท้อนของสิ่งที่เรียกว่า Cult Wineหรือคัลท์ไวน์ ซึ่งเกิดจากคุณภาพ ความหายาก ชื่อเสียงของผู้ผลิต และความต้องการของนักสะสมที่มาบรรจบกัน จนเปลี่ยนไวน์หนึ่งขวดให้กลายเป็นของสะสมที่มีมูลค่าในตัวเอง และในวันนี้เราจะพาทุกคนไปทำความรู้จักกับสิ่งนี้กัน

อะไรคือ Cult Wine

คัลท์ไวน์คืออะไร

เพื่อทำความเข้าใจเรื่องนี้ให้ชัดเจน สิ่งแรกที่พวกเราต้องเข้าใจคือไวน์ที่มีราคาแพงไม่ได้หมายความว่าจะต้องเป็นคัลท์ไวน์เสมอไป เพราะในมุมของนักสะสม ยังมีไวน์สายคลาสสิกจำนวนมากที่ได้รับคุณค่าทั้งจากคุณภาพ ประวัติศาสตร์ ชื่อเสียงของแหล่งผลิต และความสามารถในการพัฒนาไปตามกาลเวลาอยู่ด้วย

ส่วน Cult Wine มาจากคำว่า Cult ที่มีรากมาจากคำว่า cultusในภาษาละติน ซึ่งมีความหมายเกี่ยวข้องกับการดูแล การบูชา หรือความศรัทธาต่อบางสิ่งบางอย่าง และในบริบทของสมัย คำนี้ก็มักถูกใช้อธิบายสิ่งที่มีกลุ่มผู้ติดตามเหนียวแน่นเป็นพิเศษ อย่างคำว่า Cult Films หรือหนังคัลท์ 

ส่วนในโลกของไวน์ คำว่า Cult Wine ในช่วงแรกมักเป็นการพูดถึงไวน์จากแคลิฟอร์เนีย โดยเฉพาะกลุ่ม Napa Valley Cult Wines ที่ผลิตมาจำนวนน้อย แต่เป็นที่ต้องการสูงและเข้าถึงได้ยาก แต่ในปัจจุบันความหมายของคำนี้ถูกใช้กว้างมากขึ้น และไว้อธิบายไวน์หายากระดับสะสมจากหลายภูมิภาคทั่วโลกแล้ว

สิ่งที่ทำให้ไวน์มีความคัลท์ ขึ้นมา

ในมุมของ JJ ทีมงาน All the Wines We Want และสื่อไวน์อีกหลายแห่ง มองค่อนข้างตรงกันว่าสิ่งที่จะทำให้ไวน์สักขวดกลายเป็นคัลท์ไวน์ได้นั้น มักเกิดจากองค์ประกอบเหล่านี้

จำนวนการผลิตที่สวนทางกับความต้องการ

หัวใจสำคัญไม่ใช่แค่การผลิตในปริมาณน้อยเท่านั้น แต่ต้องเป็นปริมาณที่น้อยเมื่อเทียบกับความต้องการในตลาด หรือพูดง่าย ๆ คือดีมานด์มีมากกว่าซัพพลายอย่างชัดเจน

ความไม่สมดุลนี้มีส่วนช่วยให้ไวน์บางขวดถูกพูดถึงมากขึ้น ราคาขยับสูงขึ้น และยิ่งเพิ่มภาพจำเรื่องความหายากให้กับไวน์ขวดนั้น

คุณภาพที่ต่อเนื่อง

สถานะคัลท์ไวน์ไม่ได้เกิดจากกระแสชั่วข้ามคืน แต่ต้องผ่านการพิสูจน์ด้านคุณภาพอย่างต่อเนื่อง ซึ่งไวน์เหล่านี้มักได้รับการยอมรับจากนักวิจารณ์ นักสะสม หรือกลุ่มผู้ติดตามเฉพาะทางในระดับสูงพอที่จะสร้างความเชื่อมั่นระยะยาว

พูดอีกอย่างคือ ความหายากอาจทำให้คนสนใจในช่วงแรก แต่คุณภาพที่น่าเชื่อถือคือสิ่งที่ช่วยรักษาความศรัทธาของกลุ่มผู้ติดตามเอาไว้

The Absolute Standard

เรื่องเล่าและตัวตนอันเด่นชัด

คัลท์ไวน์จำนวนมากมักมีเรื่องราวเบื้องหลังที่ชัดเจน น่าสนใจ และน่าจดจำ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องผืนดินเฉพาะจุด เรื่องของปรัชญาผู้ก่อตั้ง แนวทางการผลิตที่แตกต่าง ไปจนถึงเรื่องของภาพลักษณ์แบรนด์ที่ยากจะเลียนแบบได้

กลุ่มผู้ติดตามที่เหนียวแน่นและกลไกตลาด

อีกหนึ่งองค์ประกอบสำคัญคือกลุ่มผู้ติดตามที่เหนียวแน่น โดยเฉพาะในกลุ่มคัลท์ไวน์จากแคลิฟอร์เนียบางแห่ง ที่อาจมีระบบรายชื่อผู้ซื้อ ระบบจัดสรรไวน์ และรายชื่อรอคิวที่ช่วยสร้างความรู้สึกพิเศษให้กับการครอบครองไวน์

เมื่อไวน์เหล่านี้มีจำนวนน้อยกว่าความต้องการจริง การได้สิทธิ์ซื้อโดยตรงจากผู้ผลิตจึงกลายเป็นสิทธิพิเศษในตัวเอง และในหลายกรณี เมื่อไวน์ถูกเปลี่ยนมือเข้าสู่ตลาดรองหรือการประมูล มูลค่าของไวน์อาจสูงกว่าราคาเปิดตัวอย่างมีนัยสำคัญ

The Arrival of Exclusivity

ความรู้สึกพิเศษจากการได้ครอบครอง

เสน่ห์อีกด้านของคัลท์ไวน์คือความรู้สึกพิเศษจากการครอบครอง เพราะคัลท์ไวน์ส่วนมากไม่ได้เปิดให้ทุกคนเข้าถึงได้ง่าย และจากเหตุผลทั้งสี่ข้อข้างต้น ทำให้การพบเห็นไวน์เหล่านี้บนชั้นวางสินค้าหรือร้านอาหารหรูอาจเป็นเรื่องยากกว่าปกติได้

จึงเกิดเป็นความรู้สึกที่ว่ามีเงินอย่างเดียวก็อาจจะยังไม่พอ ซึ่งภายหลังจะถูกเปลี่ยนเป็นแรงดึงดูดเชิงจิตวิทยาอย่างหนึ่ง เพราะการได้ครอบครองไม่ได้หมายถึงการซื้อไวน์หนึ่งขวดเท่านั้น แต่หมายถึงการได้เป็นส่วนหนึ่งของวงผู้ที่เข้าถึงสิ่งหายากนั้นด้วย

คัลท์ไวน์ที่เป็นที่รู้จัก

เพื่อให้มองเห็นภาพของคัลท์ไวน์ที่ได้รับการยอมรับในระดับสากลมากขึ้น ทีมงานขอหยิบยก 3 ตัวแทนที่สะท้อนความคัลท์ในรูปแบบที่แตกต่างกันมาเล่าให้ฟังพอสังเขป

Screaming Eagle

Screaming Eagle

ตัวแทนคัลท์ไวน์ฝั่งโลกใหม่จาก Napa Valley ที่ถูกพูดถึงมากที่สุดรายหนึ่ง ไวน์หลักของ Screaming Eagle เป็น Napa Valley Cabernet Sauvignon ที่มี Cabernet Sauvignon เป็นแกนสำคัญ และมักถูกเชื่อมโยงกับภาพจำของความหายาก การผลิตในปริมาณจำกัด รายชื่อผู้รอคิวสั่งซื้อ และราคาซื้อขายในตลาดรองที่ในหลายช่วงเวลาสูงกว่าราคาเปิดตัว

Domaine de la Romanée-Conti (DRC)

DRC Richebourg 2005

Domaine de la Romanée-Conti หรือ DRC คือหนึ่งในชื่อที่มักถูกหยิบขุ้นมาเมื่อกล่าวถึงคัลท์ไวน์จากแคว้น Burgundy ประเทศฝรั่งเศส แม้ว่า Romanée-Conti จะเป็นไวน์ที่โด่งดังที่สุดของ Domaine นี้ แต่ DRC ยังผลิตไวน์จากแปลง Grand Cru อื่น ๆ ด้วย เช่น La Tâche, Richebourg, Romanée-Saint-Vivant, Grands Échézeaux และ Échézeaux เป็นต้น

Henri Jayer Vosne-Romanée

Henri Jayer Vosne-Romanee

Henri Jayer คือตัวแทนของความคัลท์อีกด้านหนึ่ง นั่นคือไวน์ระดับ ultra-rare ที่ไม่สามารถผลิตซ้ำได้อีกแล้ว และ Henri Jayer คือผู้ผลิต Burgundy ผู้ทรงอิทธิพลจาก Vosne-Romanée ซึ่งได้รับการยกย่องอย่างสูงในหมู่นักสะสม โดยเฉพาะไวน์จากแปลง Vosne-Romanée Cros Parantoux Premier Cru ที่กลายเป็นหนึ่งในชื่อที่ถูกตามหามากที่สุดของ Burgundy (อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่บทความ Burgundy 202 ตอนที่ 2)

จากตัวอย่างเหล่านี้จะเห็นได้ว่า คัลท์ไวน์ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ฝั่งอเมริกาหรือโลกใหม่เท่านั้น แต่สามารถเกิดขึ้นได้ในหลายบริบทของโลกไวน์ สิ่งที่เชื่อมไวน์เหล่านี้เข้าด้วยกันจึงไม่ใช่แค่ประเทศต้นกำเนิด แต่คือส่วนผสมของคุณภาพ ความหายาก ชื่อเสียง เรื่องเล่า และแรงปรารถนาของนักสะสม ที่ทำให้ไวน์บางขวดก้าวขึ้นมาเป็นมากกว่าไวน์สำหรับดื่มทั่วไป

การทำความเข้าใจคัลท์ไวน์ไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อชวนให้ทุกคนไล่ตามราคา หรือจัดอันดับว่าไวน์ขวดไหนเหนือกว่าไวน์ขวดไหน แต่คือการมองให้ลึกขึ้นว่า ไวน์หนึ่งขวดสามารถสะท้อนประวัติศาสตร์ รสนิยม กลไกตลาด วัฒนธรรมการสะสม และค่านิยมของผู้คนในแต่ละยุคสมัยได้อย่างไร

บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อการศึกษา การวิเคราะห์เชิงสุนทรียศาสตร์และวัฒนธรรมไวน์ รวมถึงการบันทึกข้อมูลเชิงบรรณาธิการเท่านั้น โดยไม่มีวัตถุประสงค์เพื่อการจัดจำหน่าย โฆษณา หรือเชิญชวนให้บริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

อ่านอะไรต่อดี