การตัดสินใจในครั้งนั้นก็เหมือนการปล่อยให้สายน้ำพัดพาสิ่งปรุงแต่งออกไป และกลับมาโฟกัสที่แก่นแท้ของผืนดินอีกครั้ง ในเดือนนี้ผมเลยหยิบ 4 ขวดไฮไลต์จาก Château Cheval Blanc, Château Ausone และ Château Angélus มาแชร์ให้ทุกคนได้รู้จักกันครับ
จากข้อพิพาทปี 2012 สู่การทิ้งระยะห่างจากระบบ
ขอย้อนเล่าแบ็คกราวด์ให้ฟังกันสักนิดก่อนนะครับ สำหรับระบบการจัดอันดับไวน์ของเขต Saint-Émilion มีการเริ่มใช้มาตั้งแต่ปี 1955 โดยมีคอนเซ็ปต์ที่ต่างจากฝั่ง Left Bank อย่างชัดเจน (ในส่วนนี้ผมจะเขียนบทความอธิบายแยกให้นะครับ) คือจะมีการทบทวนและจัดอันดับใหม่ในทุก ๆ 10 ปี ซึ่งในมุมหนึ่งมันเป็นเรื่องที่ดีมาก เพราะเหมือนเป็นการกระตุ้นให้ผู้ผลิตต้องรักษามาตรฐานและพัฒนาคุณภาพไวน์อยู่เสมอ แต่เมื่อเวลาผ่านไปหลายทศวรรษ เกณฑ์การให้คะแนนกลับเริ่มมีสัดส่วนที่เทน้ำหนักไปให้กับปัจจัยภายนอกมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับนักท่องเที่ยว หรือแม้แต่ภาพลักษณ์ทางการตลาดด้วย

จุดแตกหักที่ทำให้ระบบถูกตั้งคำถามอย่างหนัก เกิดขึ้นในการจัดอันดับปี 2012 เมื่อ Château Angélus ได้รับการเลื่อนขั้นขึ้นสู่จุดสูงสุด แต่ประเด็นคือ Hubert de Boüard เจ้าของร่วมของชาโต ดันมีบทบาทในองค์กรที่กำกับดูแลระบบนี้อยู่พอดีด้วย ทำให้ชาโตบางแห่งเกิดข้อครหา ก่อนที่จะนำเรื่องนี้เข้าสู่กระบวนการทางกฎหมาย คดีนี้ยืดเยื้ออยู่นานหลายปี แต่ท้ายที่สุดในปี 2021 ศาลบอร์กโดซ์ก็มีคำตัดสินว่าเขามีความผิดเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน หรือ Conflict of Interest ในการจัดอันดับครั้งนั้น
และจากรอยร้าวที่สะสมมานานทำให้ในปี 2021 สองเสาหลักที่ครองจุดสูงสุดของตารางมาอย่างยาวนานอย่าง Château Cheval Blanc และ Château Ausone ได้ประกาศถอนตัวจากการจัดอันดับอย่างเป็นทางการ ก่อนที่ Château Angélus จะถอนตัวตามมาในช่วงต้นปี 2022 ซึ่งการเดินออกจากระบบครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความไม่พอใจต่อเกณฑ์การประเมิน ที่เปิดให้ปัจจัยภายนอกเข้ามามีบทบาท มากกว่าการวัดกันที่ Terroir และคุณภาพของเพียงอย่างเดียว
หลังจากได้รู้แบ็คกราวด์และรอยร้าวที่เกิดขึ้นในวงการกันไปแล้ว ทีนี้เราลองมาวางเรื่องราวดราม่าเหล่านั้นลง แล้วมาเรียนรู้เรื่องราวในแต่ละขวดไปด้วยกันดีกว่าครับ
Château Ausone 1998, Saint-Emilion, France

เริ่มต้นกันที่ Ausone ผู้ผลิตที่ถือครองพื้นที่ขนาดเล็กมากแต่มีชื่อเสียง และตัวผมเองมองว่าไวน์ขวดนี้คือหนึ่งในตัวอย่างที่ดีของการทำความเข้าใจเรื่องดินครับ
สิ่งที่ทำให้ Ausone แตกต่างอย่างชัดเจนคือทำเลที่ตั้ง ซึ่งไร่นี้อยู่บนเนินเขาสูงที่มีชั้นหินปูนรูพรุนผสมซากดึกดำบรรพ์และดินเหนียว (Astéries limestone) จากทำเลนี้เองที่ทำให้รากขององุ่น Cabernet Franc ที่พวกเขาใช้ในสัดส่วนสูง ต้องหยั่งรากลึกลงไปในชั้นหินเพื่อหาน้ำและสารอาหาร สภาพแวดล้อมแบบนี้จึงเป็นอีกปัจจัยที่ทำให้ไวน์มีคาแรคเตอร์ที่นิ่ง ลึก และให้กลิ่นอายของหินบดและโทนแร่ที่โดดเด่น
และยิ่งเมื่อไวน์ผ่านการบ่มมามากว่าสองทศวรรษ คาแรคเตอร์ของไวน์ก็ยิ่งดูคมชัดขึ้นไปอีก โดยจะสามารถสัมผัสได้ถึงกลิ่นของดอกไม้ โทนหินบด และผลไม้สีดำที่ชัดเจน ไวน์ขวดนี้จึงจัดได้ว่าเป็นไวน์ที่มีความซับซ้อนที่สะท้อนอิทธิพลของธรรมชาติออกมาได้อย่างน่าประทับใจ
Château Cheval Blanc 1998, Saint-Emilion, France

ในขณะที่เพื่อนบ้านใน Saint-Émilion ส่วนใหญ่ปลูกองุ่นบนหินปูน แต่ไร่ของ Cheval Blanc กลับตั้งอยู่บนรอยต่อที่ติดกับหมู่บ้าน Pomerol ทำให้ดินของที่นี่เป็นส่วนผสมของกรวด ดินเหนียว และทราย เมื่อนำมาบวกกับปี 1998 ที่เป็นปีทองของฝั่ง Right Bank โดยเฉพาะ Saint-Émilion และ Pomerol เพราะองุ่นพันธุ์ Merlot สุกได้ดีก่อนที่ฝนหนักช่วงปลายฤดูจะมาถึง
องค์ประกอบของดินและสภาพวินเทจในปีนั้นจึงมีส่วนหล่อหลอมให้ไวน์ขวดนี้มีเนื้อสัมผัสที่เนียนละเอียดดุจกำมะหยี่ มีความนุ่มนวลและเปิดกลิ่นได้อย่างมีเสน่ห์ โดยสามารถสัมผัสถึงมิติของกลิ่นที่ลึกและนุ่มนวล พร้อมกับสัมผัสแทนนินที่กลมกลืน
Château Angélus 2009, Saint-Emilion, France

แปลงองุ่นของ Angélus ตั้งอยู่ในพื้นที่ที่มีลักษณะคล้ายอัฒจันทร์ธรรมชาติ ซึ่งมีส่วนทำให้ที่นี่รับแสงแดดและความอบอุ่นได้ดี และเมื่อเจอกับปี 2009 ซึ่งเป็นปีที่อากาศอบอุ่นและมีแสงแดดเจิดจ้าตลอดฤดูกาล จึงเอื้อต่อการสุกขององุ่นพันธุ์ Merlotได้อย่างเต็มที่
จากองค์ประกอบของ Terroir และวินเทจปีนั้นจึงสะท้อนออกมาเป็นกลิ่นที่อัดแน่นและหรูหรา คล้ายแบล็คเบอร์รีสุกเข้ม แทรกด้วยความหอมหวานของเอสเพรสโซ่ ดาร์กช็อกโกแลต และเครื่องเทศ ส่วนรสสัมผัสในปากจะให้ความรู้สึกอวบอิ่ม ยิ่งใหญ่ และนุ่มฟู ขวดนี้เลยอาจเรียกได้ว่าเป็นอีกตัวอย่างที่ดีของการที่ผู้ผลิตสามารถถ่ายทอดคาแรคเตอร์ของปีที่แดดจัดออกมาในไวน์ได้อย่างชัดเจน
Château Cheval Blanc 2010, Saint-Emilion, France

ปิดท้ายด้วยการข้ามเวลามาที่ Cheval Blanc ปี 2010เพื่อดูว่าเมื่อสภาพอากาศเปลี่ยนไป ธรรมชาติจะเล่าเรื่องต่างออกไปอย่างไรครับ
หากปี 2009 คือความอบอุ่น ปี 2010 ก็คือปีแห่งโครงสร้างและความสมดุลครับ สภาพอากาศของปีนี้ค่อนข้างแห้ง และมีความต่างของอุณหภูมิที่ช่วยรักษาความสดของผลผลิตไว้ได้ดี ทำให้องุ่นสายพันธุ์หลักของชาโตอย่าง Cabernet Franc และ Merlot สุกได้อย่างดี และในขณะเดียวกันก็ยังคงรักษาความสดชื่นเอาไว้ได้
ความสมดุลจากสภาพอากาศนี้สะท้อนออกมาเป็นมิติรสชาติที่ชัดเจน มอบสัมผัสของกลิ่นหอมแนวดอกไม้ ผลไม้สีดำอย่างแบล็คเคอร์แรนท์ และโทนแร่ธาตุ ในขณะที่โครงสร้างของไวน์มีความแข็งแกร่ง มีแทนนินที่แน่นแต่ละเอียด ส่งผลให้คาแรคเตอร์โดยรวมมีความชัดเจน รวมถึงยังทำให้มีโครงสร้างที่เอื้อต่อการบ่มระยะยาว พร้อมศักยภาพในการพัฒนาต่อไปได้อีกยาวนาน

ทั้ง 4 ขวดนี้คือข้อพิสูจน์ที่ชัดเจนเลยครับว่า จะมีป้ายกำกับระดับท็อปแปะอยู่บนขวดหรือไม่ แต่สิ่งที่ทำให้ไวน์เหล่านี้ยังคงความยิ่งใหญ่และเป็นตำนานคือความซื่อตรงต่อ Terroir และความเคารพต่อธรรมชาติที่หล่อหลอมพวกมันขึ้นมาต่างหากครับ
ผมหวังว่า Monthly Picks ประจำเดือนเมษายนนี้ จะทำให้ทุกคนสนุกกับการดื่มด่ำเรื่องราวเบื้องหลังไวน์กันมากขึ้นนะครับ สุดท้ายนี้ ผมขอให้ทุกคนมีความสุขกับช่วงเทศกาลสงกรานต์ พักผ่อนให้เต็มที่ สวัสดีปีใหม่ไทยครับ!
