Burgundy 201: ถอดรหัสปริศนาแห่งไร่องุ่น

ผมมักจะพูดติดตลกเสมอว่าเบอร์กันดีก็เป็นเหมือนกับจิ๊กซอว์ชิ้นยักษ์ของวงการไวน์ เพราะที่นี่เป็นการประกอบร่างของไร่องุ่นนับพันแปลง ที่เหล่านักบวชยุคโบราณได้วางรากฐานระบบอันซับซ้อนอย่าง Climats เอาไว้ ทำให้ดินของที่นี่จึงอัดแน่นไปด้วยจิตวิญญาณ และเรื่องราวที่ถูกส่งต่อกันมาหลายศตวรรษ

Burgundy 201: The Vineyard Puzzle — All the Wines We Want

แต่เชื่อผมเถอะครับว่าการจะเอนจอยกับเบอร์กันดี คุณไม่จำเป็นต้องกางตำรามานั่งท่องจำชื่อไร่ให้ปวดหัว แต่กุญแจสำคัญที่ผมมักบอกเพื่อน ๆ เสมอคือ ให้เริ่มจากการทำความเข้าใจหมู่บ้านหลักก่อน เพราะนี่แหละคือทางลัดชั้นดีที่จะช่วยไขรหัสความอร่อยของ Pinot Noir และ Chardonnay ซึ่งเราจะมาค่อย ๆ แกะรอยจิ๊กซอว์ชิ้นนี้ไปด้วยกันในวันนี้ครับ”

Côte de Nuits: ดินแดนแห่งตำนานไวน์แดง

Côte de Nuits เป็นพื้นที่ครึ่งหนึ่งทางตอนเหนือของภูมิภาค Côte d’Or เต็มไปด้วยเนินเขาและดินหินปูนเหมาะสำหรับการปลูกองุ่น จึงทำให้พื้นที่ในเขตนี้สามารถปลูก Pinot Noir ได้โดดเด่น ทั้งในแง่ของคุณภาพ พลัง และศักยภาพในการบ่มระยะยาว

Château du Clos de Vougeot in Côte de Nuits

คุณอาจมีคำถามว่า “JJ, Côte de Nuits มันก็ออกจะกว้าง เราควรเริ่มจากตรงไหนดีล่ะ”

คำตอบอาจจะกำปั้นทุบดินไปหน่อย แต่ว่าเราควรเริ่มที่ จุดสูงสุด ของที่นี่ เพราะการเริ่มจากหมู่บ้าน หรือไร่ที่เป็นเหมือนเพชรยอดมงกุฎของที่นี่ จะทำให้เราเข้าใจลำดับชั้นของไวน์เบอร์กันดีได้มากกว่าเริ่มแบบสุ่ม ๆ ครับ

Vosne-Romanée: จุดสูงสุดแห่งความสง่างาม

ถ้าให้ผมจำกัดความถึง โวน-โรมาเน่ ผมคงสรุปได้ว่าที่นี่คือหมู่บ้าน หรือเขตผลิตไวน์แดงคุณภาพสูงที่ (ราคา) แพงที่สุด และเป็นที่ต้องการมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก เช่น Romanée-Conti, La Tâche และ Richebourg

และผมเองก็มักจะบอกคนอื่นว่า Vosne-Romanée คือหัวใจของไร่องุ่นที่ล้ำค่าที่สุดในเบอร์กันดี สิ่งนี้ผมไม่ได้พูดขึ้นมาแบบลอย ๆ นะ แต่มันมีเรื่องเล่าที่เป็นตำนานอยู่ 

blank

เรื่องนี้ต้องย้อนกลับไปในช่วงศตวรรษที่ 18 ไร่องุ่นที่ดังที่สุดอย่าง Romanée-Conti เคยเป็นชนวนเหตุให้เกิดศึกแย่งชิงระหว่างสตรีชั้นสูง (Madame de Pompadour) กับเจ้าชาย (Prince de Conti) เพื่อครอบครองที่ดินผืนนี้! นอกจากเรื่องเล่านี้แล้ว ไวน์จากที่นี่ยังมีรสสัมผัสที่นุ่มนวล ซับซ้อน และสามารถบ่มเก็บได้อย่างยาวนาน จึงทำให้ไวน์จากหมู่บ้านนี้มีคุณค่าในตัวของมันเองตั้งแต่อดีตจนถึงทุกวันนี้

Top producers: Domaine de la Romanée-Conti (DRC), Domaine Leroy, Méo-Camuzet และ Arnoux-Lachaux

blank
1990 Domaine de la Romanee-Conti Echezeaux Grand Cru

Chambolle-Musigny: ความบางเบา และความบริสุทธิ์ของ Pinot Noir

ชอมโบลล์-มูซิญี สามารถผลิตไวน์แดงที่โดดเด่นมากที่สุดที่หนึ่งของ Côte de Nuits เพราะไวน์ของที่นี่จะมีความอ่อนโยน นุ่มนวลแต่ซับซ้อน กลิ่นแนวฟลอรัลที่ฟุ้งกระจาย และเนื้อสัมผัสที่บางเบา

ซึ่งการที่ไวน์ออกมามีลักษณะแบบนี้ได้ ไม่ได้มาจากกระบวนการผลิตเพียงเท่านั้น แต่มาจาก Terroir (อ่านต่อใน Burgundy 101 ได้ที่นี่) ที่เพอร์เฟ็กต์

ด้วยเนินเขาที่หันหน้ารับแสงในทางตะวันออก รวมกับชั้นดินตื้น ๆ ที่วางตัวอยู่เหนือหินปูนที่แตกร้าวเป็นร่องลึก ทำให้รากของต้นองุ่นสามารถชอนไชลงไปหาสารอาหารได้มากขึ้น ส่งผลให้ไวน์ที่ผลิตจากที่นี่จึงมีความหอม โปร่ง และนิ่งสงบได้อย่างน่าประทับใจ

blank

โดยเฉพาะกับ Musigny Grand Cruจุดเด่นของเขาไม่ใช่แค่ความเบา แต่คือการผสานความละเอียดอ่อนเข้ากับโครงสร้างที่แข็งแรง และแร่ธาตุจากหินปูนได้อย่างลงตัว จนกลายเป็นความสง่างามที่ดูไม่ต้องพยายาม

Iconic vineyards: Musigny Grand Cru, Bonnes-Mares และ Les Amoureuses (Premier Cru) ที่โรแมนติกมาก

blank

1995 Domaine Comte Georges de Vogue Musigny Grand Cru

Gevrey-Chambertin: ความแข็งแกร่ง และความลึกซึ้ง

เกฟเรย์-แชมเบอร์แตง ขึ้นชื่อว่าเป็นหมู่บ้านที่ผลิตไวน์แดงได้รสชาติเข้มข้น ซับซ้อน โครงสร้างแน่น และมีอายุการบ่มยาวนาน หลาย ๆ คน (รวมถึงผมด้วย) มักให้ฉายากับไวน์จากที่นี่ว่า ราชาของไวน์แดงเบอร์กันดี

ฉายานี้มีที่มาที่ยิ่งใหญ่สมชื่อ นั่นเป็นเพราะ Chambertin เป็นหนึ่งในไวน์โปรดของนโปเลียน โบนาปาร์ตหรือจักรพรรดินโปเลียนที่ 1 นั่นแหละครับ! ว่ากันว่าพระองค์ทรงยืนกรานที่จะดื่มแต่ Chambertin Grand Cru เท่านั้น

Napoleon Bonaparte Statue in Invalides

ซึ่งประวัติศาสตร์นี้เองช่วยตอกย้ำชื่อเสียงเรื่องความเข้มข้น ลึกซึ้ง และสไตล์ที่ดูมีความเป็นชายชาตรี หรือ Masculine ของหมู่บ้านนี้ได้เป็นอย่างดี และแน่นอนว่าชื่อเสียงที่โด่งดังขนาดนี้ หมู่บ้านถึงกับยอมเปลี่ยนชื่อ โดยเอาชื่อไร่ Chambertin มาต่อท้ายชื่อของหมู่บ้านตัวเองมาตั้งแต่ปี 1847 เลยล่ะครับ

Iconic vineyards: ที่นี่มี Grand Cru ถึง 9 แห่ง รวมถึงตำนานอย่าง Chambertin และ Clos de Bèze

blank
2011 Domaine Armand Rousseau Pere et Fils Chambertin Clos-de-Beze Grand Cru

Nuits-Saint-Georges: คุณภาพที่…เกินราคา

นุยส์-แซ็ง-จอร์จ เป็นอีกหนึ่งหมู่บ้านที่เราสามารถหาไวน์แดงดี ๆ ได้อย่างไม่ยากนัก โดยไวน์ของที่นี่มักจะทรงพลัง มีโครงสร้างแน่น และเหมาะแก่การเก็บยาว ๆ ครับ

สิ่งที่ทำให้ Nuits-Saint-Georges น่าสนใจอยู่ตรงที่หมู่บ้านนี้เป็นต้นกำเนิดชื่อของเขต Côte de Nuits! แต่ที่นี่กลับไม่มี Grand Cru เลยสักแห่งเดียว! แต่เดี๋ยวก่อนครับ… ที่นี่มี Premier Crus ดี ๆ เพียบ 

และรสสัมผัสที่แน่นและแทนนินชัดเจนในช่วงแรก สามารถสะท้อนให้เราเห็นถึงดินที่อุดมไปด้วยหิน และแร่เหล็ก เลยเหมาะกับคนที่ชอบไวน์สไตล์ Earthy ที่มีความหนักแน่น และไม่เน้นความหอมหวานแบบหมู่บ้านอื่น

Top Premier Crus: ถ้ามองหาคุณภาพระดับน้อง ๆ Grand Cru ขอแนะนำ Les Saint-Georges และ Les Vaucrains

blank
2009 Domaine Henri Gouges Les Saint-Georges

Côte de Beaune: อาณาจักรแห่งไวน์ขาว

หลังจากที่เราได้ทำความรู้จักกับดินแดนแห่งไวน์แดงกันไปแล้ว คราวนี้เรามามุ่งหน้าลงไปทางใต้ของภูมิภาค Côte d’Orกันบ้าง และที่นั่นเองเราจะพบกับ Côte de Beaune แหล่งของไวน์ขาวที่ลึกซึ้งที่สุดในโลก

The Montrachet Pillars - Burgundy White Wines

Puligny-Montrachet: มาตรฐานของไวน์ขาว

ปูลิญญี-มงตราเชต์ เขตที่ได้ชื่อว่าเป็นแหล่งผลิตไวน์ขาวที่สง่างาม และมีแร่ธาตุสูงที่สุดแห่งหนึ่งของโลก รวมถึงเป็นภาพจำของใครหลายคนว่าหากจะหาที่สุดของ Chardonnay ก็คงต้องเป็นที่นี่

Puligny-Montrachet

โดยชื่อ Montrachet ถ้าแปลตรงตัวจะได้ว่า ภูเขาหัวโล้น และผมคิดว่าชื่อนี้น่าจะเป็นชื่อที่ได้รับการยกย่องมากที่สุดในโลกไวน์ขาวด้วย โดยพื้นที่ Grand Cru ไม่ใหญ่มากนี้สามารถผลิตไวน์ที่มีแร่ธาตุเข้มข้น สะอาด และซับซ้อนจนผมถือว่าเป็น Gold standard ของไวน์ขาว

ภาพรวมของไวน์จากที่นี่จะมีความบริสุทธิ์ และความละเอียดอ่อนที่ยากจะหาใครเทียบ

Iconic vineyards: Montrachet, Chevalier-Montrachet และ Bâtard-Montrachet Grand Crus

Meursault: ความอิ่มเอิบ และรุ่มรวย

เมอร์โซลต์ ขึ้นชื่อเรื่อง Chardonnay ที่มีความมันแบบ buttery กลิ่นถั่วคั่ว และน้ำผึ้ง ไวน์ของที่นี่มักผ่านการบ่มในถังไม้โอ๊กเพื่อสร้างเนื้อสัมผัสที่ครีมมี่ หรูหรา และเก็บได้นาน

ผมมักบอกคนอื่นว่า Meursault คือขั้วตรงข้ามของเพื่อนบ้านอย่าง Puligny ครับ ด้วยความอิ่มเอิบ และน้ำหนักของไวน์ที่นี่มาจากดินที่มีส่วนผสมของดินเหนียวมากกว่า และเทคนิคดั้งเดิมอย่าง Bâtonnage (การคนตะกอนยีสต์)  ผมจึงมองว่านี่คือไวน์สำหรับงานปาร์ตี้ เพราะมันเต็มอิ่ม หนักแน่น และดื่มแล้วสามารถเอ็นจอยได้ทันที

Top Premier Crus: Perrières, Genevrières และ Charmes

blank
Philippe Pacalet Les Perrieres

Volnay & Pommard: ไวน์แดงในถิ่นไวน์ขาว

แม้ว่าที่ Côte de Beaune จะมีชื่อเสียง หรือมีภาพจำเกี่ยวกับไวน์ขาวจาก Chardonnay แต่รู้ไหมครับว่าที่นี่ยังมีไวน์แดงซ่อนตัวอยู่ด้วย โดยจะมีอยู่สองเขตหลัก ๆ ที่ใช้ Pinot Noir และที่สำคัญ สองหมู่บ้านนี้อยู่ติดกัน แต่มีคาแรกเตอร์ที่ต่างกันอย่างสิ้นเชิง

  • Pommard กลับมีคาแรกเตอร์ที่แข็งกว่า ไวน์จะมีโครงสร้างชัดเจน และแทนนินแน่น เพราะพื้นที่นี้เต็มไปด้วยดินเหนียวสีแดงที่อุดมด้วยแร่เหล็ก สไตล์จะไปทาง Gevrey-Chambertin
  • Volnay มีคาแรกเตอร์ที่ละเอียดอ่อน สง่างาม มาจากดินหินปูนที่ร่วนซุย สไตล์คล้ายกับ Chambolle-Musigny ทางเหนือ

A Collector’s Takeaway

ในฐานะนักสะสม ผมย้ำเสมอครับว่ามนต์เสน่ห์ของเบอร์กันดีมันถูกซ่อนอยู่ในรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ เพราะแค่ระยะห่างเพียงไม่กี่เมตร ก็สามารถสร้างไวน์ที่รสชาติต่างกันคนละขั้วได้แล้ว

ดังนั้นสำหรับใครที่อยากเริ่มสะสม การเข้าใจคาแรกเตอร์ของแต่ละหมู่บ้าน และประวัติศาสตร์ของแต่ละพื้นที่ คือพื้นฐานสำคัญในการสร้างคอลเลกชันระดับโลก

คำถามสุดท้ายที่ผมอยากฝากไว้ให้คุณได้ลองคิดเล่นๆ คือ คุณหลงใหลในพลังของ Côte de Nuits หรือความสง่างามของ Côte de Beaune มากกว่ากัน แล้วพบกันใหม่ในบทถัดไปครับ

อ่านอะไรต่อดี