Burgundy 202 ตอนที่ 2: เจาะลึกระดับชั้น Premier Cru

Burgundy 202 ตอนที่ 2: เจาะลึกระดับชั้น Premier Cru

หลังจากในตอนที่ 1 ผมได้พาทุกท่านไปทำความรู้จักกับระดับ Regional และ Village ซึ่งเป็นรากฐานของไวน์เบอร์กันดีกันไปเรียบร้อยแล้ว วันนี้ถึงเวลาที่เราจะเจาะลึกขึ้นไปอีกสเตปเพื่อทำความรู้จักกับระดับชั้นที่สูงมากขึ้นอย่าง Premier Cruระดับชั้นที่สามารถแสดงพลังและชั้นเชิงรสชาติออกมาได้สูสีกับระดับสูงสุดได้อย่างน่าสนใจครับ

Premier Cru

ไวน์ Premier Cru หรือที่มักเขียนย่อบนฉลากว่า 1er Cru คือตัวแทนของแปลงองุ่นที่มีชื่อเรียกและขอบเขตชัดเจน ซึ่งในเบอร์กันดีจะเรียกแปลงที่ดินพิเศษเหล่านี้ว่า Climat (กลีมา) หรือแปลงองุ่นเฉพาะจุดครับ โดยผืนดินเหล่านี้ได้รับการยอมรับผ่านกาลเวลามานานหลายศตวรรษว่าสามารถให้ไวน์ที่มีเอกลักษณ์และคุณภาพโดดเด่น

เวลาที่เราสังเกตฉลากไวน์ระดับนี้ จะพบว่าบนฉลากไม่ได้มีแค่ชื่อหมู่บ้านเดี่ยว ๆ อีกต่อไป เพราะส่วนมากจะมีการระบุชื่อแปลงองุ่นที่เฉพาะเจาะจงควบคู่ลงไปด้วย เพื่อบอกให้รู้ว่าไวน์ขวดผูกโยงกับแปลงองุ่นที่ระบุไว้บนฉลากโดยตรง เช่น Gevrey-Chambertin 1er Cru Clos Saint-Jacquesหมายถึงไวน์จากหมู่บ้าน Gevrey-Chambertin และมาจากแปลง Premier Cru ชื่อ Clos Saint-Jacques

บนฉลาก Premier Cru จะไม่ได้มีแค่ชื่อหมู่บ้านเดี่ยว ๆ อีกต่อไป เพราะส่วนมากจะมีการระบุชื่อแปลงองุ่นที่เฉพาะเจาะจงควบคู่ลงไปด้วย เพื่อบอกให้รู้ว่าไวน์ขวดนั้น ๆ ผูกโยงกับแปลงองุ่นที่ระบุไว้บนฉลากโดยตรง เช่น Gevrey-Chambertin 1er Cru Clos Saint-Jacques

แต่ในบางกรณีผู้ผลิตอาจนำองุ่นจากหลาย ๆ แปลง Premier Cru ภายในหมู่บ้านเดียวกันมารวมกัน ซึ่งถ้าทำแบบนั้น บนฉลากจะระบุเพียงแค่ชื่อหมู่บ้านตามด้วยคำว่า Premier Cru หรือ 1er Cru โดยไม่มีชื่อแปลงองุ่นเฉพาะเจาะจงต่อท้าย ตัวอย่างที่เรามักจะเห็นกันบ่อย ๆ ก็เช่น Pommard Premier Cru หรือ Volnay 1er Cru ครับ 

สิ่งที่ทำให้ Premier Cru ต่างจากสองระดับแรก

ผมเชื่อว่าคำถามที่ว่าอะไรคือสิ่งที่ทำให้แต่ละระดับต่างกันอาจผุดขึ้นมาในใจของหลายท่าน ซึ่งเราสามารถอธิบายตามหลักภูมิศาสตร์และวิทยาศาสตร์อย่างง่ายได้จากตำแหน่งของไร่องุ่นบนเนินเขาครับ เพราะถ้าหากเราลองดูแผนที่ของเนินเขา Côte d’Or จะพบว่าแปลงระดับ Premier Cru และ Grand Cru จำนวนมากมักตั้งอยู่ตรงช่วงลาดเอียงของเนินเขา ในพิกัดที่ไม่สูงและไม่ต่ำจนเกินไป 

เหตุผลก็เพราะพื้นที่ส่วนบนที่สูงขึ้นไปบางแห่งอาจมีชั้นดินที่บางกว่า อากาศเย็นกว่า หรือได้รับลมแรงกว่า ในขณะที่พื้นที่ต่ำลงมาบางแห่งอาจสะสมดินเหนียว ความชื้น หรือน้ำได้มากกว่า ทำให้ช่วงลาดกลางของเนินเขาในหลายพื้นที่จึงมักเป็นจุดที่สมดุลและเหมาะสมกว่า ทั้งจากการที่มักพบชั้นหินปูนและดินมาร์ล (Marl) หรือชั้นดินเหนียวผสมหินปูน ซึ่งเป็นองค์ประกอบของดินที่เอื้อต่อการปลูกองุ่นคุณภาพดีในหลายพื้นที่ของเบอร์กันดี

ความลาดเอียงของพื้นที่บนเนินเขาช่วยในเรื่องการระบายน้ำ

รวมถึงความลาดเอียงของพื้นที่ยังช่วยในเรื่องการระบายน้ำ ลดความเสี่ยงจากน้ำขังบริเวณราก และอาจส่งเสริมให้รากองุ่นหยั่งลึกลงไปหาแหล่งน้ำและสารอาหาร ปัจจัยเหล่านี้มีส่วนช่วยให้ผลองุ่นพัฒนาโครงสร้าง ความเข้มข้น และความชัดเจนของรสสัมผัสออกมาได้ดีขึ้น

อีกปัจจัยทางเทคนิคที่มองข้ามไม่ได้คือเรื่องของแสงแดดและสภาพอากาศเฉพาะจุดของแต่ละแปลง หรือที่เรียกว่า Microclimate โดยแปลงองุ่นที่อยู่บนช่วงลาดเอียงของเนินเขามักทำมุมรับแสงแดดได้เหมาะสมในช่วงเวลาที่ผลองุ่นกำลังพัฒนาความสุก และแสงแดดในระดับที่พอดีนี้ช่วยให้องุ่นสะสมน้ำตาล รักษาระดับความเป็นกรด และพัฒนาสารประกอบที่ส่งผลต่อกลิ่นรสได้ดีขึ้น รวมถึงอาจช่วยลดการสะสมความชื้นหรือลดผลกระทบจากมวลอากาศเย็นในบางพื้นที่ ช่วยให้องุ่นสุกได้เหมาะสมขึ้น และลดความเสี่ยงด้านโรคพืชได้

จากความได้เปรียบทางภูมิศาสตร์ ไม่ว่าจะในเรื่องตำแหน่งความสูง โครงสร้างชั้นดิน การระบายน้ำ หรือมุมรับแสง จึงช่วยตอบคำถามที่ว่าเพราะอะไรที่ทำให้แปลง Premier Cru ต่างจากระดับหมู่บ้าน รวมถึงยังสามารถให้ผลผลิตที่มีศักยภาพสูง ซึ่งในหลายกรณีสามารถนำไปสู่ไวน์ที่มีรายละเอียดและความลึกมากกว่าระดับหมู่บ้านนั่นเองครับ

แปลงระดับ Premier Cru ที่ควรรู้จัก

จากข้อมูลของ BIVB ได้ระบุไว้ว่าในเบอร์กันดีมีแปลงระดับ Premier Cru อยู่กว่าหกร้อยแห่ง แต่ถ้าพูดถึงแปลงที่คนมักให้ความสนใจทั้งในแง่คุณภาพและชื่อเสียง จะมีอยู่เพียงไม่กี่ชื่อที่มักถูกหยิบขึ้นมาเป็นตัวอย่าง

Cros Parantoux จาก Vosne-Romanée

ชื่อแปลง Cros Parantoux (โคร ปารองตู) จากหมู่บ้าน Vosne-Romanée มักถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นลำดับต้น ๆ เสมอเมื่อพูดถึงไวน์ระดับนี้ โดยแปลงองุ่นนี้เป็นแปลงที่สร้างชื่อให้กับ Henri Jayer (อองรี ชาเยร์) ไวน์เมคเกอร์ระดับตำนานผู้ล่วงลับ และมีขนาดพื้นที่ทั้งหมดเพียง 1.01 เฮกตาร์ หรือราว 6 ไร่เศษเท่านั้น โดยตั้งอยู่เหนือ Grand Cru ชื่อดังอย่าง Richebourg

Henri Jayer Cros Parantoux Vosne-Romanee Premier Cru 1997

เดิมที Cros Parantoux เป็นผืนดินที่เต็มไปด้วยหิน ชั้นดินค่อนข้างตื้น และทำงานยาก จนมีเรื่องเล่าว่า Jayer ต้องใช้ไดนาไมต์เปิดชั้นดินและหินแข็งเพื่อปรับพื้นที่ให้เหมาะกับการปลูก Pinot Noir และจากความพยายาม ความอดทน รวมถึงการดูแลที่พิถีพิถันนี้เอง ทำให้ Cros Parantoux กลายเป็นหนึ่งใน Premier Cru ที่ถูกพูดถึงมากที่สุดของ Vosne-Romanée

ในปัจจุบัน Domaine Emmanuel Rouget และ Domaine Méo-Camuzet เป็นสองผู้ผลิตหลักที่ทำไวน์จากแปลงนี้ โดยไวน์จาก Cros Parantoux มักถูกบรรยายว่ามีเนื้อสัมผัสเข้มข้นมีมิติแบบผลไม้สีเข้ม มี acidity ชัดเจน และมีความลึกซึ้งสูง จนหลายคนมักนำไปเปรียบเทียบกับ Grand Cru ชั้นนำที่อยู่ใกล้เคียงอย่าง Richebourg

Clos Saint-Jacques จาก Gevrey-Chambertin

Clos Saint-Jacques (โคล แซงต์-ฌาคส์) จากหมู่บ้าน Gevrey-Chambertin เป็นอีกหนึ่งชื่อที่ถูกพูดถึง และเป็นหนึ่งใน Premier Cru ที่มีชื่อเสียงสูงที่สุดของหมู่บ้าน รวมถึงมักถูกมองว่าเข้าใกล้ระดับ Grand Cru อย่างมากในเชิงคุณภาพและชื่อเสียง 

Gevrey-Chambertin Clos Saint-Jacques Premier Cru 2019

ความพิเศษของ Clos Saint-Jacques อยู่ที่ตำแหน่งบนเนินเขาและทิศทางการรับแสงที่ดี โดยหลายส่วนของแปลงหันรับแสงทางทิศตะวันออกถึงตะวันออกเฉียงใต้ ประกอบกับมีดินหลากหลายรูปแบบตั้งแต่ดินหินปูนค่อนข้างตื้นบริเวณด้านบน ไปจนถึงดินเหนียวสีแดงบริเวณด้านล่างของแปลงองุ่น ทำให้ไวน์จากแปลงนี้มักให้โครงสร้างที่แข็งแรง มีความลึกของรสชาติ และมีรายละเอียดที่ซับซ้อน

ในแง่ของขนาดพื้นที่ แปลงองุ่น Clos Saint-Jacques มีพื้นที่รวมประมาณ 6.7 เฮกตาร์ หรือราว 41.8 ไร่ และถูกแบ่งครอบครองโดยผู้ผลิตหลัก 5 ราย ได้แก่ Domaine Armand Rousseau, Domaine Sylvie Esmonin, Domaine Bruno Clair, Domaine Louis Jadot และ Domaine Fourrier โดยผู้ผลิตแต่ละรายถือครองพื้นที่เป็นแนวยาวจากด้านบนลงมาถึงด้านล่างของเนินเขา ทำให้ไวน์จากแต่ละผู้ผลิตสามารถสะท้อนลักษณะของแปลงนี้ได้ครบหลายระดับความสูง

Les Saint-Georges จาก Nuits-Saint-Georges

ถัดลงมาทางใต้ในหมู่บ้าน Nuits-Saint-Georges เราจะพบกับ Les Saint-Georges (เล แซงต์-ฌอร์ฌ) หนึ่งในแปลง Premier Cru ที่สำคัญที่สุดของพื้นที่ครับ ความน่าสนใจคือหมู่บ้านนี้ไม่มี Grand Cru แม้แต่แปลงเดียว แต่ Les Saint-Georges เป็นชื่อที่ถูกพูดถึงอยู่เสมอในฐานะผู้ท้าชิงสถานะ Grand Cru ของ Nuits-Saint-Georges

ปัจจุบัน Les Saint-Georges มีพื้นที่ราว 7.5 เฮกตาร์ และไม่ได้อยู่ภายใต้ผู้ผลิตรายเดียว แต่ถูกแบ่งและครอบครองโดยหลายผู้ผลิต เช่น Domaine Henri Gouges, Domaine Robert Chevillon, Domaine Faiveley และ Domaine Thibault Liger-Belair จากจุดนี้เองที่ทำให้ไวน์จากแปลงเดียวกันสามารถแสดงบุคลิกที่ต่างกันไปตามมุมมองและฝีมือของผู้ผลิตแต่ละราย

ภาพรสมของไวน์จาก Les Saint-Georges มักถูกมองว่ามีโครงสร้างที่จริงจัง มีมวลรสชาติแน่น และให้ภาพของผลไม้สีเข้ม earthy เครื่องเทศ รวมถึงโทนแร่อยู่บ้าง ทำให้หลายขวดจึงต้องการเวลาในการบ่มเก็บ เพื่อให้แทนนินและความเข้มข้นค่อย ๆ คลายตัวออกมาเป็นรายละเอียดที่นุ่มนวลและซับซ้อนขึ้น

Les Perrières จาก Meursault

สำหรับฝั่งไวน์ขาว Les Perrières (เล แปร์ริแยร์) จากหมู่บ้าน Meursault คือหนึ่งใน Premier Cru ที่หลายคนในวงการให้ความสำคัญ โดยภาพจำของใครหลายคน Meursault คือไวน์ขาวที่มีเนื้อสัมผัสเข้มข้น มีมิติ และมีแร่ธาตุที่ชัด แต่ Les Perrières กลับให้ภาพของรสสัมผัสที่นุ่มนวลกว่า

Meursalt 1er Cru Les Perrieres

ชื่อ Perrièresมีรากจากคำที่เกี่ยวข้องกับหินหรือเหมืองหิน ซึ่งสอดคล้องกับลักษณะของแปลงที่มีดินค่อนข้างตื้น เต็มไปด้วยหิน และตั้งอยู่บนฐานหินปูน ส่งผลให้ไวน์จากแปลงนี้มักให้ความรู้สึกสด คม และชวนให้นึกถึงผลไม้ตระกูลส้ม ดอกไม้สีขาว แร่ธาตุ และความเค็มจาง ๆ ในบางวินเทจ รวมถึงยังมีโครงสร้างที่กระชับและความเป็นกรดที่ชัดเจน จึงเป็นหนึ่งในไวน์ขาวของ Meursault ที่มีศักยภาพในการบ่มเก็บระยะยาว

นอกจากนี้ Les Perrières ยังเป็นแปลงที่มีชื่อเสียงสูงมาก เพราะมีผู้ผลิตสำคัญหลายรายผลิตไวน์จากแปลงนี้ เช่น Domaine des Comtes Lafon, Domaine Roulot, Domaine Coche-Dury และ Pierre-Yves Colin-Morey ซึ่งแต่ละรายต่างตีความความตึง กระชับ และความละเอียดของแปลงนี้ออกมาในบุคลิกที่ต่างกัน

การทำความเข้าใจระดับชั้น Premier Cru คือหนึ่งในกุญแจสำคัญของการศึกษาเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างตำแหน่งทางภูมิศาสตร์และคาแรคเตอร์ของไวน์ครับ เพราะระดับชั้นนี้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ปัจจัยเรื่องชั้นดินบนเนินเขาและการระบายน้ำสามารถส่งต่อเอกลักษณ์เฉพาะจุดลงไปในไวน์ได้อย่างไร แล้วในตอนต่อไปเราจะขยับขึ้นไปศึกษาระดับสูงสุดของพีระมิดอย่าง Grand Cru ร่วมกันครับ

อ่านอะไรต่อดี