และผมเลือก Le Pergole Torte ทั้ง 4 วินเทจนี้มา ไม่ใช่แค่เพราะรสชาติของไวน์ แต่เลือกเพราะสิ่งที่ไวน์ขวดนี้เป็นตัวแทนมากกว่า ทั้งจิตวิญญาณของศิลปิน ความขบถที่เลือกความจริงเหนือกฎเกณฑ์ และการรักษาตัวตนเอาไว้ โดยไม่สนว่าจะได้รับการยอมรับหรือไม่ก็ตาม
ทำไมต้องเป็น Le Pergole Torte
ส่วนตัวแล้วผมชื่นชอบและหลงใหลในเรื่องราวของ Sergio Manettiเจ้าของไร่ Montevertine และเป็นไวน์เมกเกอร์ระดับตำนานของอิตาลีมาโดยตลอด หากจะให้เห็นภาพชัดเจนมากขึ้น คงต้องย้อนกลับไปในช่วงปลายยุค 1970s ในยุคนั้นกฎของกลุ่ม Chianti Classico มีข้อบังคับที่ระบุไว้อย่างชัดเจนว่า ผู้ผลิตจะต้องผสมองุ่นขาวลงไปในไวน์แดงด้วย แต่ Manetti กลับเลือกที่ปฏิเสธในการทำตามกฎข้อนั้น!
แม้การกระทำนี้จะถูกมองว่าเป็นความดื้อรั้น หรือหัวขบถ แต่ผมมองว่ามันเป็นความเชื่อของเขามากกว่า เพราะเขาเชื่อว่าองุ่น Sangiovese จากไร่ Le Pergole Torte ของเขานั้นสมบูรณ์แบบในตัวเองอยู่แล้ว และการเติมองุ่นขาวลงไปมีแต่จะทำให้เอกลักษณ์ของมันเจือจางลง จนกระทั่งในปี 1981 Montevertine ก็ตัดสินใจเดินออกจากระบบ Chianti Classico และยอมให้ไวน์ที่ดีที่สุดของพวกเขาถูกแปะป้ายว่าเป็นแค่ Vino da Tavola (ไวน์โต๊ะธรรมดา)
จึงเป็นสาเหตุว่าทำไมเดือนแห่งความรักนี้ ผมถึงได้เลือกคอลเล็กชันนี้มาเล่า เพราะอย่างที่ผมบอกไปตอนต้นว่าความรัก และแพสชันในมุมมองของผมไม่ได้มีแค่เรื่องโรแมนติกหวานแหววเท่านั้น แต่มันคือการรักในสิ่งใดสิ่งหนึ่งและรักมันมากพอที่จะกล้ายืนหยัดเพื่อมันต่างหากสิ่งที่คุณจะได้สัมผัสจาก Le Pergole Torte จึงไม่ใช่แค่รสชาติของ Sangiovese ชั้นเลิศ แต่มันคือความเด็ดเดี่ยวของไวน์เมกเกอร์ที่เลือกทำตามแพสชันมากกว่ากฎเกณฑ์
2007 Montevertine Le Pergole Torte Toscana IGT

ปี 2007 เป็นปีที่อากาศอบอุ่น และไวน์ก็แสดงสิ่งนั้นออกมาอย่างชัดเจน ตัวไวน์มีความเปิดกว้าง มีเลเยอร์ และเย้ายวนใจ ด้วยแกนกลางแบบ fleshy ที่เชื้อเชิญให้เราดื่มมันทันที แต่ภายใต้ความอบอุ่นนี้ คุณจะยังคงสัมผัสได้ถึงรสชาติที่พุ่งเป็นเส้นตรง มากกว่ารสชาติที่จับตัวเป็นก้อนภายในปาก ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของพื้นที่ Radda ดังนั้นถ้าคืนนี้คุณมองหาความสุขแบบเพียว ๆ นี่คือขวดที่ใช่ และพร้อมที่สุดขวดหนึ่ง
2015 Montevertine Le Pergole Torte Toscana IGT

ทันทีที่ผมได้ดมกลิ่นของมันเพียงครั้งเดียวก็เข้าใจได้เลยว่าทำไมวินเทจขวดนี้ถึงโด่งดัง และเป็นที่ต้องการ เพราะกลิ่นของมันมีทั้งความกล้า และบ้าบิ่นด้วยกลิ่นผลไม้สีดำที่ระเบิดออกมา พร้อมกับห่อหุ้มด้วยแทนนินที่หนาและนุ่มราวกับกำมะหยี่ ทำให้ทุกอย่างในขวดนี้ถูกขยายให้ใหญ่ขึ้น ให้ฟีลของการเป็น monumental ที่อร่อย และน่าจดจำ
2016 Montevertine Le Pergole Torte Toscana IGT

ถ้าปี 2015 คือการตะโกน ปี 2016 ก็คือเสียงกระซิบที่สะกดให้ทุกคนต้องเงียบฟัง ด้วยกลิ่นของดอกไม้สีแดง หินบด และกราไฟต์ลอยล่องอยู่ในแก้ว ให้ความรู้สึกที่เบาสบาย แต่ในขณะเดียวกันกลับอัดแน่นไปด้วยพลังงาน ขวดนี้จึงถือเป็น Sangiovese ในรูปแบบที่ประณีต และสง่างามที่สุดขวดหนึ่ง ผมกล้าเรียกมันเต็มปากเลยครับว่านี่คือ masterpiece ของคอลเล็กชันนี้
2019 Montevertine Le Pergole Torte Toscana IGT

ขวดนี้เป็นตัวแทนของความกลมกลืน แม้จะมีอายุน้อยกว่าเพื่อน แต่ขวดนี้กลับมีความประณีตมากกว่าที่คาดไว้ ด้วยรสหอมหวน ไม่มีเหลี่ยมคมที่บาดปาก แต่ก็ยังรู้สึกได้ว่ามันกั๊กอะไรบางอย่างเอาไว้ คุณจะเห็นบาลานซ์ระหว่างพลังและความแม่นยำได้อย่างชัดเจน แต่ไวน์ก็ยังคงเก็บตัว เหมือนกำลังจะบอกเราว่าอย่าเพิ่งรีบ รอจังหวะที่ใช่ที่สุดเพื่อให้มันเผยตัวตนออกมาได้อย่างเต็มที่จะดีกว่า
เรื่องราวที่ซ่อนอยู่ในฉลาก
ผมเชื่อว่าสิ่งที่ดึงดูดทุกคนให้มองและสนใจมาที่คอลเล็กชันนี้คงหนีไม่พ้น ฉลากอย่างแน่นอน ด้วยภาพวาดผู้หญิงในสไตล์ minimal ink line portrait ที่มักเห็นในงานศิลปะของทางฝั่งยุโรป ทำให้การสะสม Le Pergole Torte มักจะให้ความรู้สึกเหมือนเรากำลังคัดสรรผลงานเข้าอาร์ตแกลเลอรีส่วนตัว มากกว่าการเก็บไวน์เข้า cellar อย่างไรอย่างนั้น

ภาพสเก็ตช์บนฉลากเหล่านี้เป็นผลงานของ Alberto Manfredi เพื่อนสนิทของ Sergio Manetti โดยในแต่ละปีวินเทจจะมีภาพวาดใบหน้าหญิงสาวที่ไม่ซ้ำกัน ซึ่งเป็นธรรมเนียมที่เริ่มมาตั้งแต่ปี 1982 และค่อย ๆ กลายเป็นส่วนหนึ่งของเอกลักษณ์ของไวน์ขวดนี้
ทุกวันนี้ ทางผู้ผลิตก็ยังคงเลือกภาพวาดใหม่ ๆ จากคลังผลงานของ Manfredi มาใช้ในทุก ๆ การวางจำหน่าย และถ้าคุณลองเอาไวน์วินเทจต่าง ๆ มาวางเรียงต่อกัน คุณจะเห็นมินิอาร์ตแกลเลอรีที่บอกเล่าถึงความตั้งใจ ความใส่ใจ และมิตรภาพที่ยาวนานระหว่างศิลปินกับไวน์เมกเกอร์ระดับตำนานนี้
ให้ไวน์เป็นตัวเล่าเรื่อง
สำหรับใครที่เพิ่งเคยรู้จัก Le Pergole Torte เป็นครั้งแรก ผมขอให้คุณลืมน้ำหนักและความหนักหน่วงของ Brunello ยุคใหม่ไปได้เลย เพราะไวน์ขวดนี้มักจะถูกขนานนามจากหลาย ๆ แหล่งว่าเป็น Burgundy แห่งอิตาลี ไม่ใช่เพราะมันเบาหรือไม่เข้ม แต่เป็นเพราะมันสื่อสารผ่าน tension ความเป็นกรด และกลิ่นหอมอันเย้ายวน
สิ่งที่คุณมักจะ (เน้นว่ามักจะนะครับ) ได้เจอในไวน์เหล่านี้ คือกลิ่นของเชอร์รีแดงเปรี้ยว ๆ กลีบกุหลาบแห้ง และส้มสีเลือด หรือ Blood orange โดยภายใต้กลิ่นโน้ตผลไม้เหล่านั้น ยังมีกลิ่นอายของเหล็ก โทน iron/graphiteซ่อนอยู่เสมอด้วย ซึ่งสิ่งนี้เป็นเอกลักษณ์ที่ชัดเจนของพื้นที่ Radda

แต่เมื่อพอจิบเข้าไป acidity จะทำหน้าที่เป็นเหมือนแกนกลาง ทำให้ไวน์พุ่งเป็นเส้นตรง และมีชีวิตชีวามากขึ้น รวมถึงแทนนินละเอียดแต่ยังเฟิร์มแม้อายุจะยังน้อยอยู่ ส่วนฟินิชจะมีความเค็มปะแล่มจากแร่ธาตุที่ทิ้งค้างไว้ในปาก เป็นรสชาติที่ชวนให้ลิ้มลอง และจับคู่กับอาหารแบบสุด ๆ
วิธีจัดการเวลาเปิด
อีกเรื่องที่ผมอยากฝากไว้คือ การเตรียมไวน์คอลเล็กชันนี้ต้องใช้ความใส่ใจพอ ๆ กับการดูปีวินเทจ
เนื่องจากถ้าคุณหยิบขวดที่อายุน้อยมาเปิด สิ่งที่เขาต้องการมากที่สุดคือ อากาศ ยิ่งถ้าเป็นขวดใหญ่อย่างแม็กนัมที่ปกติจะตื่นช้าอยู่แล้วด้วย ผมแนะนำให้เปิดเตรียมไว้แต่เนิ่น ๆ ค่อย ๆ รินและชิมดูพัฒนาการของมันไปเรื่อย ๆ แล้วปล่อยให้ไวน์เป็นคนบอกเราเองครับว่าเขาพร้อมให้เราเอ็นจอยเมื่อไร
ในทางกลับกัน ถ้าเป็นวินเทจเก่า ๆ สิ่งที่เราต้องมีคือ ความเบามือ แค่จับดีแคนต์อย่างระมัดระวังเพื่อแยกตะกอนออกก็เพียงพอแล้ว เพราะท้ายที่สุด นี่คือไวน์ที่จะมอบรสชาติที่ดีที่สุดให้กับความใส่ใจไม่ใช่การไปเร่งเร้า หรือบังคับเขา
ท้ายที่สุดแล้ว Le Pergole Torte เป็นมากกว่า Sangiovese ชั้นเลิศ แต่คือตัวแทนของแพสชันที่มีต่อสิ่งที่รัก รวมถึงเป็นไวน์ที่สร้างขึ้นจากการเลือกความจริงมากกว่ากฎเกณฑ์ และเลือกตัวตนมากกว่าชื่อเสียง นี่แหละครับคือ Sangiovese ที่เรากำลังตามหากันอยู่
หากไวน์คอลเล็กชันนี้มีความหมายสำหรับคุณ หรือต้องการสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม All the Wines We Want พร้อมพูดคุยเสมอ ทักไลน์มาพูดคุยกับเราได้เลยครับ
