แต่การจะเริ่มดื่มด่ำกับเบอร์กันดีในวันนี้ คุณไม่จำเป็นต้องกางตำรา หรือท่องจำชื่อไร่องุ่นนับพันไร่ให้ปวดหัว เพราะเพียงแค่ทำความรู้จักและทำความเข้าใจกับหมู่บ้านหลัก ๆ ก็ถือว่าเป็นทางลัดที่จะช่วยไขความลับของ Pinot Noir และ Chardonnay ได้ดีที่สุดแล้วครับ
Côte de Nuits – ดินแดนแห่งตำนานไวน์แดง
Côte de Nuits คือพื้นที่ครึ่งบนทางตอนเหนือของภูมิภาค Côte d’Or ซึ่งเต็มไปด้วยเนินเขาและดินหินปูนที่เหมาะสำหรับการปลูกองุ่นอย่างยิ่ง ส่งผลให้เขตนี้สามารถนำเสนอ Pinot Noir ได้อย่างโดดเด่น ทั้งในแง่ของคุณภาพ พลัง และศักยภาพในการบ่มระยะยาว

หากคุณสงสัยว่า พื้นที่บนเนินเขาแคบ ๆ ที่ยาวกว่า 20 กิโลเมตรนี้ เราควรเริ่มต้นจากจุดไหนดีล่ะ คำตอบที่ตรงไปตรงมาที่สุดคือ ให้เริ่มจากจุดสูงสุดครับ เพราะการทำความรู้จักกับหมู่บ้านหรือไร่ที่เป็นเสมือนเพชรยอดมงกุฎ จะช่วยให้เราเข้าใจมาตรฐานและลำดับชั้นของไวน์เบอร์กันดีได้ลึกซึ้งกว่าการสุ่มชิมอย่างแน่นอน
Vosne-Romanée: จุดสูงสุดแห่งความสง่างาม
Vosne-Romanée คือหมู่บ้านที่ขึ้นชื่อและได้รับการยอมรับว่าเป็นหนึ่งในเขตผลิตไวน์แดงคุณภาพสูงที่มีราคาแพง และเป็นที่ต้องการมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก เพราะที่นี่เป็นบ้านเกิดของฉลากระดับตำนานอย่าง Romanée-Conti, La Tâche และ Richebourg ที่นักสะสมไวน์ทุกคนรู้จัก

นอกจากชื่อเสียงและราคาที่พุ่งทะลุปรอทไปแล้วนั้น ที่นี่ก็เคยเกิดเรื่องบาดหมางจนเป็นประวัติศาสตร์อยู่ด้วยนะครับ โดยเรื่องนี้เราต้องย้อนกลับไปในศตวรรษที่ 18 ที่ไร่องุ่นอย่าง Romanée-Conti เคยเป็นชนวนเหตุให้เกิดศึกแย่งชิงกรรมสิทธิ์ระหว่างสตรีชั้นสูง (Madame de Pompadour) กับเจ้าชาย (Prince de Conti) มาแล้ว… (ผมขอเก็บไว้เล่าในอนาคตนะครับ)
ภาพรวมของไวน์จากที่นี่มักจะมอบรสสัมผัสที่นุ่มนวลแบบกำมะหยี่ มีความซับซ้อน และสามารถบ่มเก็บได้ยาวนานจากโครงสร้างที่แข็งแรงของไวน์ จากทั้งประวัติศาสตร์และรสชาติที่โดดเด่น จึงทำให้มูลค่าและคุณค่าของหมู่บ้านแห่งนี้เป็นที่ประจักษ์มาจนถึงปัจจุบันนั่นเอง
Top producers: Domaine de la Romanée-Conti (DRC), Domaine Leroy, Méo-Camuzet และ Arnoux-Lachaux

Chambolle-Musigny: ความบางเบา และความบริสุทธิ์ของ Pinot Noir
Chambolle-Musigny หรือ ชอมโบลล์-มูซิญี คืออีกหนึ่งหมู่บ้านที่ผลิตไวน์แดงได้โดดเด่นที่สุดใน Côte de Nuits ด้วยคาแรคเตอร์ที่อ่อนโยน นุ่มนวลแต่ซับซ้อน มอบสัมผัสดอกไม้ที่ฟุ้งกระจาย และเนื้อสัมผัสที่บางเบางดงาม

ด้วยเนินเขาที่หันหน้ารับแสงในทางตะวันออก รวมกับชั้นดินตื้น ๆ ที่วางตัวอยู่เหนือหินปูนที่แตกร้าวเป็นร่องลึก ทำให้รากของต้นองุ่นสามารถชอนไชลงไปหาสารอาหาร ส่งผลให้ไวน์ที่ผลิตจากที่นี่จึงมีความหอม โปร่ง และนิ่งสงบได้อย่างน่าประทับใจ
โดยเฉพาะอย่างยิ่งใน Musigny Grand Cru ที่จุดเด่นไม่ได้มีแค่ความเบา แต่คือการผสานความละเอียดอ่อนเข้ากับโครงสร้างที่แข็งแรง และแร่ธาตุจากหินปูนได้อย่างไร้ที่ติ กลายเป็นความสง่างามที่ดูเป็นธรรมชาติและไม่ต้องพยายาม
Iconic vineyards: Musigny Grand Cru, Bonnes-Mares และ Les Amoureuses (Premier Cru) ที่โรแมนติกมาก

Gevrey-Chambertin: ความแข็งแกร่ง และความลึกซึ้ง
Gevrey-Chambertin ขึ้นชื่อว่าเป็นหมู่บ้านที่ผลิตไวน์แดงได้รสชาติเข้มข้น ซับซ้อน โครงสร้างแน่น และมีอายุการบ่มยาวนาน จึงไม่แปลกที่ไวน์จากที่นี่จะได้รับฉายาจากหลาย ๆ สื่อว่าเป็น ราชาแห่งไวน์แดงเบอร์กันดี

ฉายานี้มีที่มายิ่งใหญ่สมชื่อครับ เพราะ Chambertin คือไวน์แก้วโปรดของจักรพรรดินโปเลียน โบนาปาร์ต ว่ากันว่าพระองค์ทรงยืนกรานที่จะเสวยเฉพาะ Chambertin Grand Cru เท่านั้น ประวัติศาสตร์หน้านี้ช่วยตอกย้ำชื่อเสียงเรื่องความลึกซึ้งและสไตล์ที่หนักแน่นดุดัน (Masculine) ได้เป็นอย่างดี
และด้วยชื่อเสียงที่โด่งดังระดับโลก หมู่บ้านแห่งนี้จึงตัดสินใจนำชื่อไร่ Chambertin มาต่อท้ายชื่อหมู่บ้านของตนเองตั้งแต่ปี 1847 เป็นต้นมา
Iconic vineyards: ที่นี่มี Grand Cru ถึง 9 แห่ง รวมถึงตำนานอย่าง Chambertin และ Clos de Bèze

Nuits-Saint-Georges: คุณภาพที่…เกินราคา
นุยส์-แซ็ง-จอร์จ เป็นอีกหนึ่งหมู่บ้านที่เราสามารถหาไวน์แดงดี ๆ ได้อย่างไม่ยากนัก โดยไวน์ของที่นี่มักจะทรงพลัง มีโครงสร้างแน่น และเหมาะแก่การเก็บยาว ๆ ครับ
สิ่งที่ทำให้ Nuits-Saint-Georges น่าสนใจอยู่ตรงที่หมู่บ้านนี้เป็นต้นกำเนิดชื่อของเขต Côte de Nuits! แต่ที่นี่กลับไม่มี Grand Cru เลยสักแห่งเดียว! แต่เดี๋ยวก่อนครับ… ที่นี่มี Premier Crus ดี ๆ เพียบ
และรสสัมผัสที่แน่นและแทนนินชัดเจนในช่วงแรก สามารถสะท้อนให้เราเห็นถึงดินที่อุดมไปด้วยหิน และแร่เหล็ก เลยเหมาะกับคนที่ชอบไวน์สไตล์ Earthy ที่มีความหนักแน่น และไม่เน้นความหอมหวานแบบหมู่บ้านอื่น
Top Premier Crus: ถ้ามองหาคุณภาพระดับน้อง ๆ Grand Cru ขอแนะนำ Les Saint-Georges และ Les Vaucrains

Côte de Beaune – อาณาจักรแห่งไวน์ขาว
เมื่อทำความรู้จักกับดินแดนแห่งไวน์แดงกันไปแล้ว เราจะมุ่งหน้าลงใต้สู่ภูมิภาค Côte de Beaune แหล่งกำเนิดของไวน์ขาวที่ลึกซึ้งและได้รับการยกย่องที่สุดในโลกครับ

Puligny-Montrachet: มาตรฐานของไวน์ขาว
ปูลิญญี-มงตราเชต์ เขตผลิตไวน์ขาวที่สง่างามและเต็มเปี่ยมไปด้วยแร่ธาตุ รวมถึงเป็นภาพจำของนักดื่มทั่วโลกที่นิยามว่า ที่สุดของ Chardonnay ต้องมาจากที่นี่

คำว่า Montrachet แปลตรงตัวได้ว่าภูเขาหัวโล้น ซึ่งเป็นชื่อที่สะท้อนถึงลักษณะของภูมิประเทศได้ดี รวมถึงเป็นชื่อที่ได้รับการยกย่องอย่างสูงในโลกของไวน์ขาว แม้ว่าพื้นที่ระดับ Grand Cru จะไม่ได้มีขนาดใหญ่มาก แต่กลับสามารถรังสรรค์ไวน์ที่มีมิติของแร่ ความชัดเจน และความซับซ้อนสูง จนมักถูกมองว่าเป็นหนึ่งในมาตรฐานของไวน์ขาวชั้นยอด และภาพรวมของไวน์จากพิกัดนี้คือความบริสุทธิ์และรายละเอียดที่ยากจะหาใครเทียบเคียง
Iconic vineyards: Montrachet, Chevalier-Montrachet และ Bâtard-Montrachet Grand Crus

Meursault: ความอิ่มเอิบ และรุ่มรวย
เมอร์โซลต์ โด่งดังจาก Chardonnay ที่มอบความอิ่มเอิบพร้อมโน้ตของถั่วคั่วและน้ำผึ้ง ไวน์เขตนี้มักผ่านการบ่มในถังโอ๊กเพื่อรังสรรค์เนื้อสัมผัสที่ครีมมี่ หรูหรา และมีศักยภาพในการบ่มเก็บสูง

ความพิเศษของเขตนี้คงหนีไม่พ้นผืนดินที่มีส่วนผสมของดินเหนียวและหินปูน รวมถึงเทคนิคในห้องบ่มอย่าง Bâtonnage หรือการคนตะกอนยีสต์ ที่ผู้ผลิตบางรายเลือกใช้ ทำให้เกิดเป็นไวน์ที่ให้ความเพลิดเพลินได้ตั้งแต่แรกดื่ม เหมาะกับงานเฉลิมฉลอง และแน่นอนว่าภาพรวม/สไตล์ของไวน์ที่นี่ถือเป็นอีกขั้วที่แตกต่างจากไวน์เขต Puligny อย่างชัดเจนครับ
Top Premier Crus: Perrières, Genevrières และ Charmes

Volnay และ Pommard – ไวน์แดงในถิ่นไวน์ขาว
แม้ว่าที่ Côte de Beaune จะมีชื่อเสียง หรือมีภาพจำเกี่ยวกับไวน์ขาวจาก Chardonnay แต่รู้ไหมครับว่าที่นี่ยังมีไวน์แดงซ่อนตัวอยู่ด้วย โดยจะมีอยู่สองเขตหลัก ๆ ที่ใช้ Pinot Noir และที่สำคัญ สองหมู่บ้านนี้อยู่ติดกัน แต่มีคาแรกเตอร์ที่ต่างกันอย่างสิ้นเชิง
แม้ Côte de Beaune จะมีภาพจำผูกติดกับไวน์ขาว Chardonnay แต่ที่นี่ยังมีเพชรเม็ดงามอย่างไวน์แดงซ่อนตัวอยู่ด้วย โดยมีสองเขตหลักที่ใช้ Pinot Noir และแม้หมู่บ้านทั้งสองจะตั้งอยู่ติดกัน แต่กลับนำเสนอคาแรคเตอร์ที่ต่างกันโดยสิ้นเชิง
- Pommard มอบคาแรคเตอร์ที่ดุดัน โครงสร้างชัดเจน และแทนนินแน่นหนา เนื่องจากพื้นที่อุดมด้วยดินเหนียวสีแดงและแร่เหล็ก ให้สไตล์ที่เอนเอียงไปทาง Gevrey-Chambertin
- Volnay นำเสนอคาแรคเตอร์ที่ละเอียดอ่อนและสง่างาม ผลพวงจากดินหินปูนที่ร่วนซุย มอบสไตล์ที่คล้ายคลึงกับ Chambolle-Musigny ทางตอนเหนือ
ในฐานะคนรักไวน์ cult ผมมีหนึ่งสิ่งที่ยืนยันได้เสมอคือมนต์เสน่ห์ของเบอร์กันดีถูกซ่อนอยู่ในรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ เพราะเพียงแค่ระยะห่างไม่กี่เมตร ก็สามารถรังสรรค์ไวน์ที่รสชาติต่างกันคนละขั้วได้แล้ว ดังนั้นสำหรับผู้ที่สนใจในเบอร์กันดี การทำความเข้าใจคาแรคเตอร์ของแต่ละหมู่บ้าน รวมถึงประวัติศาสตร์ของแต่ละพื้นที่ คือรากฐานสำคัญในการศึกษา และเก็บเกี่ยวไวน์คุณภาพดีครับ
คำถามสุดท้ายที่อยากฝากให้ลองทบทวนดูคือ… คุณหลงใหลในพลังอันลึกล้ำของ Côte de Nuits หรือความสง่างามรุ่มรวยของ Côte de Beaune มากกว่ากันครับ แล้วพบกันใหม่ในบทความหน้าครับ
